k o i's profile______koiz______PhotosBlogListsMore Tools Help

k o i `z A

Occupation
Location
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
ทำไมมันขึ้นไม่หมดเนี่ย
เซงเลย
เห็นบนรถ 29 อ่ะ ใส่เสื้อสีขาวป่ะ อิอิ
Dec. 16
ก้อย เหมือนเมื่อวานจะเห็นก้อยเลยอ่ะ ไม่แน่
Dec. 16
ดีใจด้วยนะหนู...
 
ไม่ได้คุยกันนานเลย พี่ยุ่งๆๆอ่ะ
 
คิดถึงนะจ๊ะ
 
พี่มะเหมี่ยว
Oct. 15
ดีจายด้วยนะ
 
คิดถึงมึงนะก้อยเมื่อไรจะกลับมาซะที
 
เพื่อนกูสวยๆๆๆๆ
 
ใครไม่เลือกพวกเราอ่ะนะ...มันคิดผิดแล้ววววว
 
บายเจอกันนะแก 
Sept. 25
Jacky Mangwrote:
ตรวจเช็คเรื่องของรูปภาพประกอบเนื้อหาในบล็อคหน่อยนะครับ
อ.แจ็ค 
Aug. 25

______koiz______

Photo 1 of 37

แอนแทรก

แอนแทรกคืออะไร

โรคแอนแทรกเป็นโรคที่พบมานานมักจะเกิดโรคในสัตว์ ไม่ค่อยเจอโรคในคน ประเทศไทยก็มีการระบาดเป็นระยะมักจะเกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายจากโรคแอนแทรกและปรุงไม่สุก แต่การพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพได้ทำกันมานาน 80 ปี ขณะนี้เชื่อว่าอย่างน้อย 17 ประเทศมีอาวุธนี้การจะพัฒนาเป็นอาวุธจะใช้ความรู้ชั้นสูงเกี่ยวกับทางชีวภาพ เคยมีหลักฐานถึงการแพร่เชื้อแอนแทรกและ botulism ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 8 ครั้งแต่ไม่สามารถทำให้เกิดโรค

เคยเกิดการแพร่เชื้อแอนแทรกที่ประเทศ Sverdlovsk ในปี 1979 พบว่ามีการติดเชื้อ 79 รายเสียชีวิตไป 68 รายแสดงให้เห็นถึงอันตรายของเชื้อชนิดนี้ การแพร่spore ของแอนแทรกจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า spore สามารถเคลื่อนไปได้ไกลหลายกิโลเมตรและการอยู่ในบ้านก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้ และปัจจุบันก็ยังไม่มีเครื่องมือในการเตือนการระบาด

เคยมีการประเมินว่าหากมีการแพร่เชื้อจำนวน 50 กิโลกรับในชุมชนที่มีคน 5 ล้านคนพบว่าจะมีคนเสียชีวิต 250,000 คน โดยที่จะเสียชีวิต 100,000 คนโดยที่ไม่ได้รับการรักษา

การระบาด

โดยธรรมชาติเชื้อนี้จะพบการระบาดในสัตว์กินพืชเนื่องจากจะกิน spore ที่อยู่บนหญ้า หรืออาจจะเกิดการระบาดจาการกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อปน

เชื้อนี้มีชื่อเรียกว่า Bacillus anthracis เป็นเชื้อที่ใช้ oxygen ย้อมติดสีน้ำเงิน สามารถสร้างspore ไม่เคลื่อนไหว

 

เมื่อ spore เข้าสู่ร่างกายคนหรือสัตว์ที่มีอาหารเชื้อก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วการที่เชื้อจะก่อให้เกิดโรคในคนจะต้องประกอบด้วยปัจจัยสองประการคือ

  1. ต้องมี Capsule ที่ป้องการการทำลายของเม็ดเลือดขาว

  2. จะต้องมีสารพิษ(toxin) 3 ชนิด protective antigen, lethal factor, และ edema factor  สำหรับตัวเชื้อไม่สามารถเจริญในสิ่งแวดล้อม ส่วน spore สามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานานหลายปี

การเกิดโรคในคน เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดโรคในคนได้ 3 รูปแบบ

  1. การติดต่อโดยการหายใจ Inhalational Anthrax spore มีขนาด 1 ถึง 5 µm จะผ่านเข้าไปในถุงลมของปอด alveoli เชื้อบางส่วนจะถูกทำลายโดยเม็ดเลือดขาว เชื้อบางส่วนจะเล็ดรอดไปยังต่อมน้ำเหลืองและเริ่มแบ่งตัวระยะเวลาเกิดอาการตั้งแต่รับเชื้อประมาณ 2-43 วันในสัตว์ทดลองจะเกิดอาการหลังได้รับเชื้อ 58-98 วันปริมาณ spore ที่อาจจะทำให้เสียชีวิตคือ 2500-55000 spores อาการของโรคแบ่งเป็นสองระยะ ในระยะเริ่มแรกอาการจะอาการเหมือนหวัดทั่วๆไปกล่าวคือจะมีอาการ มีไข้ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ อาเจียน หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดท้อง เจ็บหน้าอก การตรวจร่างกายและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ไม่ช่วยการวินิจฉัยระยะนี้อาจจะอยู่ช่วงสั้นๆ ระยะที่สองผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงทันทีหายใจลำบาก เหงื่อออก ความดันโลหิตต่ำ ต่อมน้ำเหลืองจะโตทั่วๆไป x-ray ปอดจะมีลักษณะทีสำคัญคือช่องกลางหน้าอกกว้างดังรูป นอกจากนั้นผู้ป่วยครึ่งหนึ่งจะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในไม่กี่ชั่วโมง โดยรวมตั้งแต่เริ่มมีอาการจนกระทั่งเสียชีวิตจะเวลา 3 วัน

  2. แอนแทรกที่ผิวหนัง Cutaneous Anthrax เกิดจากการที่ผิวหนังที่มีแผลได้รับเชื้อ ผิวหนังบริเวณที่มักจะได้รับเชื้อได้แก่บริเวณ แขน มือ หน้า คอ เริ่มต้นเป็นผื่นแดงนูน คัน วันที่สองจะแตกเป็นแผล หลังจากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสแตกออก และเกิดแผลลึกก้นแผลดำไม่เจ็บมีอาการบวมรอบแผลแผลจะหายใน 1-2 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองมีการอักเสบร่วมด้วย หากได้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะมีอัตราการตายต่ำ

  3. แอนแทรกระบบทางเดินอาหาร Gastrointestinal Anthrax เกิดจากที่ได้รับ spore เข้าทางเดินอาหาร หากเกิดโรคบริเวณที่คอก็จะเกิดแผลในคอร่วมกับต่อมน้ำเหลืองรอบคอโต บวม และอาการโลหิตเป็นพิษ(sepsis) หากเชื้อไปทำให้เกิดโรคที่ลำไส้เล็กจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ครั้นเนื้อครั้นตัว ถ่ายอุจาระเป็นเลือดและเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษอัตราการตายจะสูงแม้ว่าจะให้การรักษาอย่างเร็วแล้วก็ตาม

ant-cxr.jpg (25542 bytes)

แอนแทรกที่เกิดจากการหายใจ

ant-ulcer.jpg (17748 bytes)

แอนแทรกที่ผิวหนัง

anthrax2.jpg (29145 bytes)

การวินิจฉัย 

การวินิจฉัยจะค่อนข้างยากเนื่องจากไม่ใคร่ได้พบโรคนี้ ให้สงสัยในกรณีที่มีกลุ่มคนไข้ที่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่แล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็วในเวลา 24-48 ชั่วโมงเป็นจำนวนมาก

การวินิจฉัยผู้ป่วยแอนแทรกทางระบบหายใจให้สงสัยในรายที่มีอาการดังกล่าวร่วมกับภาพถ่ายรังสีทรวงอกดังรูป การตรวจเสมหะมักจะไม่พบเชื้อ การตรวจทางโลหิตหากนำเลือดไปปั่นแล้วย้อมก็อาจจะพบเชื้อในเลือดจะทำให้วินิจฉัยได้เร็วยิ่งขึ้นและให้การรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น การเพาะเชื้อจากเลือดใช้เวลา 2-3 วันอาจจะไม่ทันการณ์ หากมีแผลที่ผิวหนังก็สามารถขูดที่ก้นแผลแล้วไปย้อมก็สามารถพบเชื้อได้เหมือนกัน

ภาพแสดงการย้อมเชื้อจากเลือด

 การรักษา

  1. ผู้ป่วยที่เป็นแอนแทรกระบบทางเดินหายใจ ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้ยากลุ่มไหนจะได้ผลดี โดยเชื้อที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเชื้อจะไวต่อยา penicillin ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ยา Doxycyclin และ Ciprofloxacin ก็แนะนำให้ใช้ นอกจากนั้นหลังจากให้ยาฉีดจนหายดีแล้วยังแนะนำต้องให้ยารับประทานอีก 60 วันเพราะว่าการติดเชื้อนี้จะไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกัน การให้ยาอีก 602 วันเพื่อป้องกัน spore ที่เจริญช้า หากได้รับการฉีดวัคซีนก็สามารถลดระยะเวลาที่ให้ยาปฏิชีวนะลงเหลือ 30-45 วัน

  2. ผู้ที่เป็นแอนแทรกที่ผิวหนังให้ยารับประทานเช่น Amoxycillin ,Docycyclin, Ciprofloxacin นาน 7-10 วัน

 การป้องกันหลังสัมผัสโรค 

ยังไม่ได้กำหนอแนวทางชัดเจน การกำหนดต้องคำนึงถึง สถานที่ สภาพอากาศ จำนวนคนที่ติดเชื้อ หากพิจารณาแล้วว่าต้องให้ยาปฏิชีวนะก็พิจารณาให้ยากลุ่มดังกล่าวมาแล้วโดยต้องให้ยานาน 60 วัน

 การให้วัคซีน

ได้มีการผลิตวัคซีนตั้งแต่ปี 1970 โดยใช้การฉีดทั้งหมด 6 เข็มโดยให้ 3 เข็มห่างกันเข็มละ 2 สัปดาห์หลังจากนั้นกระตุ้นที่ 6 12 และ 18 เดือนมีการทดลองในลิงพบว่าการฉีด 2 เข็มก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโดยฉีดห่างกันสองสัปดาห์ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐแนะนำให้ฉีดในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับขนสัตว์ ปสุสัตว์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการณ์ และช่วงที่มีการใช้แอนแทรกเป็นอาวุธสงครามโดยต้องร่วมกับการรับประทานยา

การให้ยาในเด็ก

หากมีการระบาดของเชื้อแอนแทรกแนะนำให้ใช้ยา Cprofloxacin เป็นยาชนิดแรกจนกระทั่งทราบผลการทดสอบว่าเชื้อไวต่อยา penicillinจึงพิจารณาเปลี่ยนเป็นยา penicillin ทั้งนี้เนื่องจากยา ciprofloxacin อาจจะก่อให้เกิดปัญหาโรคข้อในตอนโต ยาตัวที่สามคือ doxycyclin จะให้ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 9 ปีเนื่องจากหากให้ในอายุน้อยกว่านี้จะทำให้กระดูกไม่เจริญ

การให้ยาในคนท้อง

แนะนำให้ยา ciprofloxacin แก่คนท้อง ทันที่ที่ทราบผลการเจาะเชื้อว่าเชื้อไวต่อ penicillin ก็รีบเปลี่ยนเป็น penicillin เนื่องจากมีรายงานผลถึงผลเสียในการให้กับคนท้อง ยาตัวที่สามคือ doxycyclin ต้องให้ด้วยความระวังและต้องเจาะเลือดติดตามการทำงานของตับ

การควบคุมการติดเชื้อ

เชื้อนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วย ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือรับประทานยาป้องกัน นอกเสียจากว่าสงสัยว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันและกลัวว่าจะได้ spore ของเชื้อ

เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตลง ต้องระวังการแพร่เชื้อจากศพ ต้องฝั่งหรือเผา การดองศพอาจจะเป็นแหล่งให้แพร่เชื้อ การทำลายเชื้อหรือ spore สามารถทำได้หลายวิธีคือ ต้มที่ 100 องศาเป็นเวลา 30 นาที หรือการเผา หรือการอบไอน้ำ steam sterilization การใช้สาร 0.05% hypochlorite solution (1 tbsp. bleach per gallon of water).ทำความสะอาด

ที่มา : http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/anthrax/anthrax.htm

โรคปากเท้าเปื่อย

สาเหตุ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

โรคปากเท้าเปื่อยเกิดจาการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Coxsackievirus โดยต้องประกอบด้วยผื่นที่ มือ เท้าและที่ปาก เริ่มต้นเป็นที่ปาก เหงือก เพดาน ลิ้น และลามมาที่มือ เท้า บริเวณที่พันผ้าอ้อมเช่นก้น ผื่นจะเป็นตุ่มน้ำใสมีแผลไม่มากอายุที่เริ่มเป็นคือ 2 สัปดาห์จนถึง 3 ปีผื่นจะหายใน 5-7 วัน

อาการ

  • ไข้
  • เจ็บคอ
  • มีตุ่มที่คอ ปาก เหงือก ลิ้นโดยมากเป็นตุ่มน้ำมากกว่าเป็นแผล
  • ปวดศีรษะ
  • ผื่นเป็นมากที่มือ รองลงมาพบที่เท้า ที่ก้นก็พอพบได้
  • เบื่ออาหาร
  • เด็กจะหงุดหงิด

ระยะฝักตัว

หมายถึงระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการใช้เวลาประมาณ 4-6 วัน

การวินิจฉัย

โดยการตรวจร่างกายพบผื่นบริเวณดังกล่าว

การรักษา

ไม่มีการรักษาเฉพาะโดยมากรักษาตามอาการ

  • ถ้ามีไข้ให้ยา paracetamol ลดไข้ห้ามให้ aspirin
  • ดื่มน้ำให้พอ

โรคแทรกซ้อน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ coxsackievirus A16 ซึ่งหายเองใน 1 สัปดาห์ แต่หากเกิดจากเชื้อ enterovirus 71 โรคจะเป็นรุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อน

  • อาจจะเกิดชักเนื่องจากไข้สูง ต้องเช็ดตัวเวลามีไข้และรับประทานยาลดไข้
  • อาจจะเกิดเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบได้

การป้องกัน

หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย

ควรพบแพทย์เมื่อไร

  • ไข้สูงรับประทานยาลดไข้แล้วไม่ลง
  • ดื่มน้ำไม่ได้และมีอาการขาดน้ำ ผิวแห้ง ปัสสาวะสีเข็ม
  • เด็กระสับกระส่าย
  • มีอาการชัก
ที่มา : http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/hand_foot_mouth/hand_foot_mo.htm

ไข้กาฬหลังแอ่น

โรคไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร

โรคไข้กาฬหลังแอ่นคือเป็นโรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงโรคนี้ี่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria meningitidis เชื้อตัวนี้แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มแต่กลุ่มที่ทำให้เกิดโรคได้บ่อยคือชนิด groups B and C

เชื้อนี้สามารถตรวจพบในคอของคนปกติร้อยละ 20โดยที่ไม่เกิดโรคหรืออาการ แต่มีผู้ป่วยบางท่านที่เชื้อนี้เข้ากระแสเลือดและทำให้เกิดโรค โดยมากเป็นกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและช่วงอายุ 15-24 ปี เป็นโรคที่พบไม่บ่อยแต่อันตรายถึงชีวิตอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 5-10 แม้ว่าจะให้การรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม การติดเชื้อมีได้ 2 ลักษณะคือ

  1. การติดเชื้อธรรมดา
  2. ยื่อหุ้มสมองอักเสบ meningitis อัตราการเสียชีวิตร้อยละ3
  3. ลหิตเป็นพิษ meningococcemia อัตราการเสียชีวิตร้อยละ50

นอกจากเยื่อหุ้มสมองแล้ว เชื้อนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคที่ ข้อ ปอดบวม

การติดต่อ

มีการสัมผัสกับผู้ป่วยทาง

  • เยื่อเมือกในปากและจมูก เช่นการจูบ การเป่าปากและจมูก หรือหน้าใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน
  • เสมหะหรือน้ำลายผู้ป่าวย

เชื้อนี้จะติดต่อทางน้ำลายหรือเสมหะโดยการสูบบุหรี่ร่วมกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน จูบปากกัน หรือผายปอดช่วยชีวิต

ระยะฝักตัวของโรค

  • ระยะฝักตัว(ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อโรคจนกระทั่งเกิดอาการของโรค)ประมาณ3-4 วันโดยเฉลี่ย 1-10 วัน

ระยะติดต่อ

  • เชื้อนี้สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นตราบที่ยังพบเชื้อนี้อยู่ แต่หลังจากให้ยา 24 ชั่วโมงแล้วจะไม่ติดต่อ

อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ผื่นเป็นจุดแดง เหมือนไข้เลือดออก มักจะพบตามแขน ขา ทดสอบเอาแก้วกดบนผื่น ผื่นจะไม่จางหาย

ผื่นแดงเป็นปลื้น กดไม่จาง

ผื่นโรคไข้กาฬหลังแอ่นแดงเป็นปลื้น กดไม่จางผื่นจะมีขนาดใหญ่กว่าผื่นของไข้เลือดออก

ในรายที่รุนแรงผื่นจะรวมตัวกันเป็นปลื้นดังรูป รูปทั้งสองได้จากThe South Australian Department of Health

อาการที่พบในเด็ก

  • ไข้สูง
  • ไม่ดูดนม
  • อาเจียน
  • เด็กจะซึม ปลุกไม่ตื่น
  • ผื่นตามตัวและแขนขา
  • ผิวซีด เป็นรอยจ้ำๆ

อาการที่พบในเด็กวัยรุ่น

  • ไข้สูง
  • ปวดศรีษะ
  • อาเจียน
  • คอแข็ง
  • ซึมลง
  • ผื่นตามแขนขา
  • ทนแสงจ้าๆไม่ได้

อาการของชนิดโลหิตเป็นพิษ

  • ไข้สูง
  • หมดสติ
  • ความดันต่ำ
  • ผื่นตามตัว

โดยสรุปอาการประกอบด้วย ไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง ผื่นตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ซึมลง  ผื่นจะมีลักษณะ เป็นจุดแดง หรือดำคล้ำ บางที่เป็นตุ้มน้ำซึ่งมีเชื้ออยู่ภายในเนื่องจากโรคดำเนินเร็วมาก หากมีอาการดังกล่าวตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน

การตรวจร่างกาย

  • ไข้สูงโดยเฉลี่ย 39.5 องศา
  • ผื่นตามลำตัวแขน ขา
  • ในรายที่มีอาการรุนแรงผื่นอาจจะรวมตัวเป็นปลื้น
  • ความดำโลหิตต่ำในรายที่เป็นรุนแรง
  • ตรวจพบคอแข็ง

การวินิจฉัย

  • การตรวจเลือด CBC จะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง จะพบเซลล์ในน้ำไขสันหลังสูง
  • การตรวจหาเชื้อจากเลือด เช่นการเพาะเชื้อ หรือการย้อมเชื้อจากตุ่มน้ำ หรือเลือด

ภาวะแทรกซ้อน

  •  หูหนวก พบได้ร้อยระ 10-20
  • โรคลมชัก
  • ข้ออักเสบ พบได้บ่อยมักเป็นหลายๆข้อ
  • ปอดอักเสบ

การรักษา

ในรายที่สงสัยควรรีบให้การรักษาโดยเร็วไม่ควรรอจนเกิดผื่น ยาที่ใช้คือ penicilli

  • penicillin G
  • Ceftriaxone, cefotaxime, and cefuroxime are cephalosporins
  • chloramphenicol, rifampin, erythromycin, and tetracyclines.
  • ciprofloxacin

การป้องกัน

การให้ยาป้องกันการติดเชื้อควรจะให้กับคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากผู้ป่วยเท่านั้น ยาที่ใช้ในการป้องกันได้แก่

  • Sulfonamides,
  • rifampin,
  • minocycline,
  • ciprofloxacin,
  • ceftriaxone

การให้ยาป้องกันการติดต่อควรจะให้ในกลุ่มบุคคลใด

  • สมาชิกในครอบครัวของผู้ที่ติดเชื้อในช่วง 7 วันก่อนเกิดอาการของโรค เพราะอัตราการติดเชื้อของสมาชิกเพิ่มขึ้น มากกว่า100 เท่า
  • day care
  • nursing home
  • เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ต้องสัมผัสกับเสมหะผู้ป่วย เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การดูดเสมหะ
  • วัคซีนป้องกันโรค และยาปฏิชีวนะสำหรับผู้สัมผัสโรคคลิกดูที่นี่

ใครที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น คือ

  • ผู้ติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันพกพร่อง
  • ผู้ที่สัมผัสกับโรค
  • ผู้ที่ท่องเที่ยวไปเหล่งระบาด

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดโรคคือ การสูบบุหรี่มวนเดียวกัน การดื่มแก้วเดียวกัน หรือการจูบปากกัน

ทบทวนเมื่อ 25 กย 2548

ที่มา : http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/menincoccal_disease.htm

โรคเอดส์

อดส์ โรคติดเชื้อ HIV,AIDS

ประเทศไทยมีการติดเชื้อ HIV เป็นจำนวนมากแม้ว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรก็ยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการสมควรที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงโรคและการป้องกัน หากท่านมีผลเลือดบวกแสดงว่าท่านได้รับเชื้อ HIV จากการร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน หรืออาจจะเกิดจากการฉีดยาเสพติด

HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร

เชื้อ Human Immunodeficiency Virus(hiv) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแบ่งตัวอย่างมากและมีการเกิดโรคที่อวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ไตและที่สำคัญคือจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันนี้จะทำหน้าที่สร้างถูมิเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและมะเร็งบางชนิด ในการสร้างภูมิจะต้องอาศัยเซลล์หลายชนิดที่สำคัญได้แก่เซลล์ CD4+ lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อ HIV ชอบ เมื่อเซลล์ CD4+ lymphocytes ถูกทำลายโดยเชื้อมากจะทำให้ภูมิของร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นปัญหาที่สำคัญของคนติดเชื้อ HIV คือปัญหาของโรคที่เกิดจาดภูมิที่อ่อนแอลงเช่นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส opportunistic
infections เช่นโรคปอดบวมและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมะเร็งบางชนิด ปัจจุบันพบเชื้อ HIV มี2 ชนิดคือ

  • HIV-1 เป็นชนิดที่แพร่ระบาดทั่วโลก
  • HIV-2 พบที่แถบประเทศ Africa
  • HIV-1มี sub-types หลายชนิด 

HIV disease คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อHIV และยังไม่เกิดอาการจากเชื้อฉวยโอกาสและมีจำนวนเซลล์ CD4+ lymphocytes มากกว่า 200 cells/mm3(ปกติมากกว่า 100 cell/mm)โดยทั่วไปไม่มีอาการเป็นเวลา 5-10 ปีแม้ว่าจะไม่มีอาการเชื้อก็แบ่งตัวและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเมื่อภูมิถูกทำลายมากจนกระทั่งเกิดโรคที่เกิดจากภูมิบกพร่อง

Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคเอดส์ คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV และโรคได้ลุกลามจนภูมิคุ้นกันบกพร่อง และอาจจะทำให้เกิดโรคฉวยโอกาสและมะเร็ง ตามองค์การควบคุมโรคติดเชื้อของอเมริกาหมายถึง

  • โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น Pneumocystis carinii pneumonia (PCP), and cryptococcal meningitis 
  • มะเร็งบางชนิดเช่น cervical cancer, Kaposi’s sarcoma, และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาท( central
    nervous system lymphoma )
  • CD4+ count น้อยกว่า 200 cells/mm3(ค่าปกติ 600-1000) หรือ 14 percent of lymphocytes 

AIDS ทำลายร่างกายอย่างไร

  • ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็ง
  • สมองถูกทำลายทำให้สมองเสื่อมและความจำเสื่อม
  • ทำให้หัวใจวายมีอาการเหนื่อยง่าย บวมเท้าและท้อง
  • ทำให้ไตวาย
  • ไม่สามารถทำงานประจำวันได้เช่น การขับรถ
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางน้ำหนักและท้องร่วงเรื้อรัง 

อาการของโรคติดเชื้อ HIV

อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งอาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
  • ท้องร่วง บางคนอาจจะเรื้อรัง
  • น้ำหนักลด.
  • มีไข้
  • ไอและหายใจลำบาก

เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้

  • เหงื่ออกกลางคืน
  • ไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง
  • ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
  • ท้องร่วงเรื้อรัง
  • ลิ้นเป็นฝ้าขาว
  • ปวดศีรษะ
  • ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
  • น้ำหนักลด
  • การติดเชื้อฉวยโอกาส 
  • เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
  • หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
  • เพลียและเหนื่อยง่าย
  • บางคนมีผื่นตามตัว

ท่านที่ติดเชื้อ HIV จะมีสุขภาพดีจะต้องทำอย่างไร

ท่านที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีสุขภาพดีได้โดยจะต้องปฏิบัติตัวโดยเคร่งคัดดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคนี้
  • ไปตามที่แพทย์นัด รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากมีผลข้างเคียงของยาต้องปรึกษาแพทย์ห้ามหยุดยาเอง 
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม 
  • ให้หยุดสรุปบุหรี่
  • รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เต็มที่
  • รู้จักผ่อนคลาย

การดำเนินของโรค HIV 

ผู้ป่วยบางคนที่ได้รับเชื้อ HIV และดำเนินไปสู่โรค AIDS เร็ว บางคนก็ดำเนินช้า ผู้ป่วยที่ดำเนินช้า(A slow progress)อาจจะเนื่องจากพันธุกรรม หรือได้รับเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงน้อยซึ่งภูมิของร่างกายสามารถคุมเชื้อได้ และการปฏิบัติตัวที่ดี ส่วนผู้ที่การดำเนินของเชื้อเร็วอาจจะเนื่องจากได้รับสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมาก เชื้อมีการแบ่งตัวมาก อายุมาก ติดยาเสพติด ติดสุรา

การรักษา

ตั้งแต่ได้รับเชื้อHIV จนกระทั่งเป็นAIDS ผุ้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่เชื้อกำลังทำลายร่างกายอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมียารักษาโรคหรือป้องกันการไปสู่โรค AIDS หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จะไม่ยอมเจาะเลือดเพราะกลัวเจอเชื้อซึ่งยังไม่มีการรักษาแต่ปัจจุบันได้ค้นพบยาหลายชนิดซึ่งสามารถลดการแย่งตัวของเชื้อทำให้ป้องกันโรค AIDS ได้ หากว่ารู้ว่าติดเชื้อ HIV ตั้งแต่เริ่มแรกการให้ยาป้องกันโรค AIDS จะได้ผลดี

การติดต่อของเชื้อ HIV 

เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้หลายทางดังต่อไปนี้

  1. ทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะไม่ได้ใส่ถุงยางคุมกำเนิดเมื่อร่วมเพศกับกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ(ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ไม่ทราบสถานะของคู่ขา ) ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศระหว่างชายหญิงหรือทางทวารหนัก หรือทางปาก หรือการใช้อุปกรณืทางเพศร่วมกันโดยไม่ได้ทำความสะอาด เช่นถุงยางคุมกำเนิด การที่มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เช่นหนองใน แผลริมอ่อน หรือการใช้ยาฆ่า sperm จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV  พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์
  2. การใช้เข็มร่วมกันสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติดท่านควรจะใช้เข็มครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่ควรใช้ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะใช้ร่วมกันหลายคนและยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อตับอักเสบ บี
  3. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถูกเข็มตำ อัตราการติดเชื้อพบได้ 3/1000 ราย
  4. ติดต่อโดยการให้เลือดที่มีเชื้อโรค ซึ่งปัจจุบันการตรวจเลือดและการคัดกรองการบริจาคทำให้ปัญหานี้ลดลง
  5. การติดต่อจากแม่ไปลูก เด็กประมาณ1/4-1/3ของผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษาจะติดเชื้อ HIV แต่ถ้าหากแม่ได้รับการรักษาโอกาสติดเชื้อจะลดลงโดยเฉพาะหากผ่าตัดทางหน้าท้อง

กิจกรรมที่ไม่ติดต่อ

หลายท่านที่มีเพื่อนหรือญาติเป็นโรค AIDS กังวลจะติดเชื้อจากผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจนำไปสู่การซึมเศร้าท่านไม่สามารถติดเชื้อจาก อากาศ อาหาร น้ำ ยุงหรือแมลงกัด ห้องน้ำ ช้อนซ่อม ท่านสามารถช่วยผู้ป่วยใส่เสื้อผ้า ช่วยป้อนอาหารอาบน้ำโดยที่ไม่ติดเชื้อ กิจกรรมที่ดำเนินตามปกติมักจะไม่ติดต่อเช่น

  • การจับมือหรือการสัมผัสภายนอก
  • การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
  • การใช้ถ้วยชามร่วมกัน
  • สัมผัสกับเหงื่อหรือน้ำตาก็ไม่ติดต่อ
  •  การว่ายน้ำในสระเดียวกัน
  • การใช้โถส้วมเดียวกัน
  • ถูกแมลงหรือยุงกัด
  • การจูบกัน
  • การบริจาคเลือด

ความสำคัญของการวินิจฉัย

หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ไม่กล้าเจาะเลือดเพราะเข้าใจผิดว่าไม่สามารถรักษาหรือป้องกันได้ หากท่านรอจนกระทั้งเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจึงรู้ว่าเป็นโรค aids โอกาสที่จะรักษาและป้องกันก็จะน้อยลง ดังนั้นท่านที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ HIV เช่นใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น มีเพศสัมพันธ์กับคู่ขาหลายคนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน รักร่วมเพศ จะต้องรีบตรวจหาเชื้อ หากผลเลือดให้ผลบวกจะได้รับยาที่ชลอการเกิดโรคAIDS และยาที่ลดการติดเชื้อฉวยโอกาสหากท่านไม่เจาะรอจนกระทั้งเป็น AIDS ภูมิของท่านรวมทั้งอวัยวะภายในจะถูกทำลาย 

โรคติดเชื้อ HIV และระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus (HIV) เข้ากระแสเลือดเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน การทำลายภูมิอาจจะเร็วต่างกันในแต่ละคน บางคนทำลายเร็วไม่กี่ปีก็เป็นโรคเอดส์ แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้

  • การเจาะเลือดหาปริมาณเชื้อ HIV ในเลือด (viral load )จะสามารถคาดการณ์ไดว่าเชื้อจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันเร็วแค่ไหน ถ้าเชื้อมีปริมาณมากจะทำลายภูมิของร่างกายเร็ว ยาต้านไวรัส HIV ที่ดีจะสามารถยับยังการแบ่งตัวของเชื้อทำให้หยุดยั้งการดำเนินของโรค
  • การเจาะเลือดหาเซลล์ CD-4 จะบ่งบอกสภาพภูมิของร่างกาย เซลล์ CD-4 ยิ่งต่ำภูมิยิ่งบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น
  • หากไม่ได้รักษาเชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างมากทำให้ร่างกายติดเชื้อฉวยโอกาส โดยเฉพาะปริมาณเซลล์ CD-4 น้อยกว่า 300 ถ้าหากต่ำกว่า 100 จะมีการติดเชื้อรุนแรง

ใครควรที่จะต้องเจาะเลือดหาเชื้อHIV

  • ผู้ที่ได้รับเลือดและหรือน้ำเหลืองก่อนปี คศ.1970-1980
  •  รักร่วมเพศ
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV
  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
  • ผู้ที่มีคู่ขาหลายคน
  • ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข่นซิฟิลิส หนองใน
  • ผู้ติดยาเสพติดเข้าเส้น
  • คนท้อง

คนท้องกับโรคAIDS

คนท้องทุกคนควรได้รับการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากผลเลือดบวกก็ควรจะได้รับยา antiretrovirals เพื่อป้องกันเชื้อถ่ายจากแม่ไปลูก และไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง

การตรวจหาการติดเชื้อ

เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิของโรค

  • เจาะเลือดตรวจหาภูมิโดยวิธี enzyme-linked immunoabsorbent assay (ELISA) ถ้าให้ผลบวกต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธีการ Western Blot แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้เร็วคือหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 6 เดือนจึงให้ผลบวก
  • การตรวจ HIV PCR เป็นการตรวจหาตัวเชื้อหลังจากสัมผัสโรคโดยที่ภูมิยังไม่ขึ้น
ที่มา : www.thaiscooter.com/forums/archive/index.php?t-27969.html

ไข้ไทฟอยด์ / Typhoid fever

ไข้ไทฟอยด์คืออะไร

ไข้ไทฟอยดท์เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Salmonella Typhi เชื้อนี้จะอยู่ในน้ำและอาหาร หากการสาธารณะสุขดีการระบาดของเชื้อนี้จะลดลง

คนรับเชื้อนี้ได้อย่างไร

คนจะรับเชื้อนี้จากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค คนที่เป็นโรคจะขับถ่ายเชื้ออกทางอุจาระ เชื้อนี้อาจจะปนเปื้อนในน้ำตามธรรมชาติ หรืออาจจะปนเปื้อนอาหาร ผู้ป่วยบางคนจะมีเชื้อในร่างกายที่เรียก carrier ซึ่งสามารถขับเชื้อออกสิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีอาการเมื่อคนได้รับเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม โดยทางกระแสเลือด

อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร

หลังจากได้รับเชื้อนี้1-2 สัปดาห์ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดตามตัว มีไข้สูง 40.5 องศา มีอาการท้องร่วง บางรายอาจจะมีผื่นขึ้นตามตัว บางรายอาจจะมีอาการแน่นท้อง หากไม่รักษาผู้ป่วยบางรายหายเองได้ใน 3-4 สัปดาห์

การวินิจฉัย

สามารถเพาะเชื้อจากเลือดในสัปดาห์แรก การวินิจฉัยอย่างอื่นไม่บ่งจำเพาะ

การรักษา

ก่อนที่จะมียาปฏิชีวนะอัตราการตายประมาณร้อยละ 10 แต่หลังจากมียาปฏิชีวนะอัตราการตายลดลงผู้ป่วยอาจจะตายจากปอดบวม ลำไส้ทะลุ ถ้าผู้ป่วยเพลียมากก็ให้น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ

โรคแทรกซ้อน

  • เลือดออกทางเดินอาหาร
  • ลำไส้ทะลุ
  • ไตวาย
  • ช่องท้องอักเสบ

การป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อโรค
  • ให้ดื่นน้ำต้มสุกทุกครั้ง
  • น้ำขวดจะมีความปลอดภัยสูงกว่าน้ำดื่มทั่วไป
  • เวลาดื่มน้ำไม่ต้องใส่น้ำแข็ง
  • รับประทานอาหารที่ทำให้สุกใหม่ๆ
  • ผักหรือผลไม่ต้องล้างให้สะอาดจริงๆเพราะปนเปื้อนเชื้อได้ง่าย
  • ผลไม้ที่มีเปลือกให้ปลอกเปลือกออก
  • ล้างมือก่นรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงอาหารจากร้านค้าข้างถนน
  1. การได้รับวัคซีน

ข้อมูลจากกองควบคุมโรคติดต่อ

ไข้ทัยฟอยด์ และไข้พาราทัยฟอยด์

(Typhoid fever and Paratyphoid fever)

ลักษณะโรค :

เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียทั่วร่างกายโดยมีอาการไข้ลอย ปวดศีรษะอ่อนเพลียเบื่ออาหารไอแห้งๆพบอาการท้องผูกในผู้ใหญ่มากกว่าท้องร่วงอาการแสดงได้แก่หัวใจเต้นช้าม้ามโตมีผื่นดอกกุหลาบ (rose spots)นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองพบการติดเชื้ออย่างอ่อนๆหรือการติดเชื้อแบบ atypical ได้บ่อย

ในผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์แผลในลำไส้เล็ก(ulcerationofPeyer’s patches) ทำให้เกิดเลือดออกในลำไส้ หรือลำไส้ทะลุได้(พบได้ประมาณ1 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วย)โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามีอาการไข้ไม่มีเหงื่อ และประสาทเฉื่อยชา อาจจะสูญเสียความรู้สึกของการได้ยินบ้างเล็กน้อยและอาจมีการอักเสบของต่อมพาโรติด (parotid gland)อัตราป่วยตายตามปกติ 10 เปอร์เซ็นต์อาจจะลดเหลือต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพทันท่วงทีการกลับเป็นโรคใหม่พบประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาและในกลุ่มที่ได้รับยาต้านจุลชีพจะยิ่งพบได้สูงขึ้นถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ส่วนที่มีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปรากฎอาการนั้น พบได้ในพื้นที่ที่เกิดโรคเป็นประจำ

ไข้พาราทัยฟอยด์มีอาการคล้ายคลึงกันเพียงแต่อาการไม่รุนแรงเท่าทัยฟอยด์และมีอัตราป่วยตายต่ำกว่ามากการกลับเป็นโรคใหม่อาจพบได้ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยถ้าเมื่อใดไม่ใช่เป็นการติดเชื้อซัลโมเนลล่าทั่วร่างกาย อาการที่แสดงจะมีเพียงกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเท่านั้น

เชื้อสาเหตุสามารถแยกได้จากเลือดปัสสาวะและอุจจาระหลังจากสัปดาห์แรกผ่านไปในคนไข้ที่ได้กินยาปฏิชีวนะไปแล้วยังพอจะแยกเชื้อได้จากไขกระดูกผลการตรวจantibodyด้วยวิธีagglutinationในระหว่างสัปดาห์ที่สอง ใน pair sera ของผู้ป่วยพบว่าครั้งหลังสูงกว่าครั้งแรกเกินกว่า4 เท่าขึ้นไปซึ่งจะพบได้น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมาก่อนแต่การตรวจสอบนี้มีขีดจำกัดด้านความไวจึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยมากนัก


เชื้อก่อโรค :

ไข้ทัยฟอยด์เกิดจากเชื้อ Salmonella typhiที่เป็นแบคทีเรียชนิดแท่งสามารถแยกออกได้เป็น 106 types โดยวิธี phage typingซึ่งมีประโยชน์ต่อการศึกษาระบาดวิทยาของโรค

ไข้พาราทัยฟอยด์เกิดจากเชื้อ3serotypesดังนี้(1) SalmonellaparatyphiA, (2) S. paratyphi B (S. schottm?lleri)และ(3) S. paratyphi C (S. hirschfeldii)และสามารถแยกเป็น phage types ต่าง ๆ ได้อีก

การเกิดโรค :

พบได้ทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกานั้น พบผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์ได้ประปรายด้วยจำนวนที่ใกล้เคียงกันโดยน้อยกว่า 500 รายต่อปี มาเป็นเวลาหลายปี(เมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ.1950ที่มี

ผู้ป่วยถึง 2,484 ราย) เนื่องมาจากการปรับปรุงทางด้านสุขาภิบาล ทำให้โรคนี้ถูกกำจัดออกไปจากพื้นที่ในหลาย ๆ แห่งดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นผู้ป่วยที่นำเข้ามาจากพื้นที่ที่พบโรคเป็นประจำ

มีรายงานพบหลายสายพันธุ์ที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด (multi-resistant) เกิดขึ้นในทวีปเอเซีย ตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา

ไข้พาราทัยฟอยด์ พบเกิดขึ้นประปรายหรือเกิดระบาดในวงจำกัด บางทีอาจจะมีผู้ป่วยมากกว่าที่พบในรายงานก็ได้ ในการจำแนกเชื้อพาราทัยฟอยด์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดานั้นพบได้บ้างนานๆ ครั้งและที่พบได้บ่อย คือ paratyphoid B ส่วน A พบได้น้อยกว่า สำหรับC นั้น พบได้น้อยมาก

แหล่งรังโรค :

คนเป็นแหล่งโรคของไข้ทัยฟอยด์และไข้พาราทัยฟอยด์ พบน้อยมากที่สัตว์เลี้ยงเป็นแหล่งโรคของพาราทัยฟอยด์ผู้สัมผัสโรคในครอบครัวอาจเป็นพาหะชั่วคราวได้ส่วนใหญ่ของโลก พบว่ามีพาหะที่ปล่อยเชื้อทางอุจจาระได้มากกว่าพาหะที่ปล่อยเชื้อทางปัสสาวะการเป็นพาหะอาจเป็นได้หลังจากมีอาการป่วยแบบเฉียบพลัน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลยก็ได้ ระยะที่คงสภาพของพาหะอยู่ได้นาน (Chroniccarrier)พบได้บ่อย ๆ ในผู้ป่วยวัยกลางคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงคนที่เป็นพาหะมักเป็นผู้มีพยาธิสภาพของถุงน้ำดีในรายที่เป็นพาหะที่ปล่อยเชื้อทางปัสสาวะได้นานพบในการติดเชื้อSchistosomahaematobiumในคราวที่เกิดการระบาดของไข้พาราทัยฟอยด์ในอังกฤษพบเชื้อ S. paratyphi B ออกมากับน้ำนม และอุจจาระของวัว

วิธีการแพร่เชื้อ :

จากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระและปัสสาวะของผู้ป่วยและคนที่เป็นพาหะในบางพื้นที่ของโลกนี้ พบพาหะที่สำคัญ ได้แก่หอยปูกุ้งที่จับได้จากบริเวณแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนน้ำเสียจากท่อระบายผลไม้สดหรือผักสดที่ใช้ปุ๋ยอุจจาระรด หรือนมและผลิตภัณฑ์นมที่มีการปนเปื้อน(โดยทั่วไปจะปนเปื้อนเชื้อโรคมาจากมือของคนที่เป็นพาหะ)ตลอดจนผู้ป่วยที่ไม่ถูกค้นพบแมลงวันอาจทำให้อาหารอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคแล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนถึงขนาดที่ทำให้เกิดโรคได้

ระยะฟักตัว :

ขึ้นอยู่กับจำนวนของเชื้อที่ได้รับ ตามปกติมีช่วงอยู่ระหว่าง 1-3 สัปดาห์แต่สำหรับไข้พาราทัยฟอยด์ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ใช้เวลา 1-10 วัน

ระยะติดต่อของโรค :

พบเชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเชื้อออกมากับสิ่งขับถ่ายตามปกติตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึงฟื้นไข้ หลังจากนั้นก็แตกต่างกันไป (ตามปกติ 1-2 สัปดาห์สำหรับไข้พาราทัยฟอยด์)ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของคนไข้ทัยฟอยด์ที่ไม่ได้รับการรักษาจะปล่อยเชื้อแบคทีเรียเป็นเวลา 3 เดือน หลังจากที่มีอาการ และ 2-5 เปอร์เซ็นต์ ที่กลายเป็นพาหะถาวรในบางคนที่ได้รับเชื้อพาราทัยฟอยด์อาจกลับกลายเป็นพาหะที่ถุงน้ำดีได้ตลอดไป

ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ :

คนทั่วไปมีความไวต่อเชื้อนี้ และจะรับเชื้อได้ง่ายในคนที่ไม่มีกรดในกระเพาะอาหาร (gastric achlorhydria) ภูมิต้านทานที่ค่อนข้างเฉพาะเกิดขึ้นหลังจากที่มีอาการของโรคหรือการติดเชื้อแบบไม่ปรากฎอาการหรือภายหลังได้รับการฉีดวัคซีนแต่ไม่เพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ในกรณีที่กินเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากในพื้นที่ที่มีโรคเป็นประจำพบว่า ไข้ทัยฟอยด์มักจะเป็นกับเด็กก่อนวัยเรียนเรียนและเด็กวัยเรียน

วิธีการควบคุมโรค

ก. มาตรการป้องกัน

  1. ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการล้างมือ ส่งเสริมให้มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการล้างมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ปรุงอาหาร และผู้ที่ดูแลผู้ป่วยและเด็ก
  2. กำจัดอุจจาระให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลและมีห้องส้วมที่ป้องกันแมลงวันได้เน้นเรื่องการใช้กระดาษชำระให้เพียงพอ เพื่อป้องกันมือไม่ให้สัมผัสอุจจาระ ในกรณีที่จำเป็นต้องถ่ายอุจจาระนอกส้วมให้ขุดหลุมฝังอุจจาระในที่ที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำดื่ม
  3. แหล่งน้ำสาธารณะควรมีการป้องกันให้สะอาดและฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนควรจัดหาแหล่งน้ำสะอาดหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปนเปื้อนระหว่างท่อน้ำเสียกับท่อน้ำดีสำหรับบุคคลหรือกลุ่มคนจำนวนไม่มากหรือขณะกำลังเดินทางหรือขณะทำงานในพื้นที่ควรดื่มน้ำต้มหรือน้ำที่ฆ่าเชื้อแล้ว
  4. ควบคุมแมลงวันโดยใช้มุ้งลวดหรือยาฆ่าแมลงหรือใช้เหยื่อหรือกับดักควบคุมการแพร่พันธุ์แมลงวันโดยการจัดเก็บและการกำจัดขยะอย่างสม่ำเสมอบ่อย ๆและในการก่อสร้างส้วม ให้คำนึงถึงวิธีการควบคุมแมลงวัน ตลอดถึงการดูแลรักษาด้วย
  5. ให้ความพิถีพิถันกับความสะอาดในการจัดเตรียมอาหารการจับต้องอาหาร การเก็บอาหารในตู้เย็นให้เหมาะสมควรดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเกี่ยวกับคุณภาพของสลัด และอาหารอื่น ๆ ที่รับประทานขณะที่เย็นให้มีการปฏิบัติเช่นนี้ทั้งที่บ้านและที่ร้านอาหารนอกบ้านถ้าผู้บริโภคมีความไม่มั่นใจในเรื่องของการปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ก็ให้เลือกรับประทานอาหารในขณะที่ร้อนและปรุงสุกแล้วเท่านั้นและควรปอกเปลือกผลไม้ด้วยตัวเองก่อนที่จะรับประทาน
  6. ทำการพาสเจอร์ไรส์หรือต้มนมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิดให้คำแนะนำด้านสุขาภิบาลแก่แหล่งผลิตนมการขนส่งผลิตภัณฑ์นม
  7. เร่งรัดให้มีการควบคุมคุณภาพของขบวนการเตรียมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการบริโภค ใช้น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วโดยคลอรีนในการผลิตอาหารกระป๋องในขณะที่ทำให้เย็น(cooling)
  8. ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ ต้มน้ำและนมที่ใช้เลี้ยงทารก
  9. อนุญาตให้มีการจับและจำหน่ายอาหารทะเล จากแหล่งที่มีการตรวจสอบแล้วเท่านั้นให้ต้มอบหรือนึ่งอาหารก่อนรับประทานอย่างน้อย 10 นาที
  10. แนะนำผู้ป่วยผู้พักฟื้นคนที่เป็นพาหะ ให้รู้จักสุขวิทยาส่วนบุคคลเน้นการล้างมือให้เป็นกิจวัตรประจำหลังเข้าส้วม และก่อนเสริฟอาหาร
  11. ห้ามคนที่เป็นพาหะปรุงอาหาร และห้ามไม่ให้เป็นผู้ดูแลคนไข้ค้นหาและแนะนำผู้ที่เป็นไข้ทัยฟอยด์แยกเพาะเชื้อจากท่อระบายอาจช่วยในการค้นหาคนที่เป็นพาหะได้
    ในคนที่เป็นพาหะเรื้อรังควรได้รับการดูแลและจำกัดหน้าที่การงานจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบกฎเกณฑ์ของท้องถิ่นหรือของรัฐนั้นซึ่งตามปกติต้องไม่พบเชื้อจากการแยกเพาะเชื้อ

    จากอุจจาระติดต่อกัน 3 ครั้ง (และจากปัสสาวะด้วยในกรณีของพื้นที่ที่มีพยาธิใบไม้เลือดเป็นโรคประจำถิ่น) ตัวอย่างที่ส่งตรวจต้องเก็บห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน และเก็บครั้งที่สามหลังจากหยุดยาต้านจุลชีพแล้วอย่างน้อย 48 ชั่วโมงตัวอย่างอุจจาระสดที่ตรวจมักได้จากการทำ rectal swabอย่างน้อย 1 ใน 3 ของตัวอย่างที่ให้ผลเป็นลบนั้นต้องได้จากการถ่ายอุจจาระของคนไข้เองมักจะพบมีก้อนนิ่วหรือความผิดปกติของท่อน้ำดีจากผลฟิล์มเอ็กเรย์

    การให้ยาampicillinหรือamoxicillinร่วมกับprobenecidหรือco-trimoxazole พร้อม ๆ กันให้ผลดีต่อการรักษาในคนที่เป็นพาหะ แม้ว่าจะเกิดความผิดปกติของท่อน้ำดีแล้วก็ตามผลจากการศึกษาเบื้องต้นของการใช้quinolonesพบว่าก็ให้ผลการรักษาที่ดีมาก
  12. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทัยฟอยด์ไม่แนะนำให้ฉีดในสหรัฐอเมริกาหรือในคนที่จะเดินทางไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว การฉีดวัคซีนในปัจจุบันนี้ใช้กับคนที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้ออันเกิดจากการประกอบอาชีพหรือคนเดินทางไปในพื้นที่เกิดโรคเป็นประจำรวมถึงคนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีการเกิดโรคมาก ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวของคนที่เป็นพาหะ วัคซีนไข้ทัยฟอยด์ชนิดเชื้อตาย ฉีดห่างกันหลายสัปดาห์ ในกลุ่มที่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ควรฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็มทุกๆ 3 ปี วัคซีนเชื้อเป็นชนิดกินใช้ S. typhi สายพันธุส์ Ty21a ต้องกินอย่างน้อย 3 โด๊สนอกจากนี้ยังมีวัคซีนชนิดฉีดที่มีส่วนประกอบของpolysaccharide Vi antigenซึ่งให้ 1 โด๊ส ก็ยังใช้อยู่โดยที่วัคซีนพวกนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันน้อยกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างไรก็ตาม การใช้วัคซีนอาจไม่ป้องกันไข้ทัยฟอยด์ได้ถ้าได้รับวัคซีนหลังจากได้รับเชื้อเป็นจำนวนมาก

    ไข้พาราทัยฟอยด์ไม่มีวัคซีนที่ป้องกันโรคได้วัคซีนชนิดเชื้อตายทั้งเซลล์ (killed whole cell vaccine)ใช้ไม่ได้ผลและมีการรายงานว่ามีผลข้างเคียงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดTAB vaccine ที่มีเชื้อพาราทัยฟอยด์ชนิด A และ B ที่ถูกทำให้ตายแล้ว ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคไข้พาราทัยฟอยด์ได้แต่มีการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองได้ดีกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตาย

ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

  1. รายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำท้องถิ่น
  2. การแยกผู้ป่วย :การป้องกันการแพร่เชื้อผ่านระบบทางเดินอาหารในขณะที่ป่วยผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลเมื่อมีอาการเฉียบพลันการควบคุมดูแลผู้ป่วยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำถิ่นจะยกเลิกก็ต่อเมื่อการเพาะเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยติดต่อกันทั้ง 3 ครั้งนั้นมีผลเป็นลบ (และตรวจปัสสาวะด้วยถ้าพบว่าคนไข้เป็นโรคพยาธิใบไม้ในเลือด)

    การเก็บตัวอย่างให้เก็บติดต่อกัน 3 ครั้ง โดย 2 ครั้งแรกห่างกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมงและหลังจากหยุดยาปฏิชีวนะอย่างน้อย48ชั่วโมงและการติดตามดูแลผู้ป่วยต้องทำให้ได้อย่างน้อย 1 เดือนภายหลังจากที่มีอาการถ้าผลการตรวจยังพบเชื้ออยู่ในครั้งใดใน 3 ครั้งให้มีการตรวจหาเชื้อทุกเดือนตลอด 1 ปี หลังจากแสดงอาการจนกว่าอย่างน้อยไม่พบเชื้อติดต่อกัน 3 ครั้ง
  3. การทำลายเชื้อในอุจจาระปัสสาวะ และสิ่งปนเปื้อน : ให้ทำลายพร้อมๆ กัน ในชุมชนที่มีระบบการกำจัดที่ทันสมัยและเพียงพอ ให้ทิ้งโดยตรงลงท่อไม่ต้องทำลายเชื้อก่อน
  4. การกักกัน : ไม่มี
  5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส:เนื่องจากการฉีดวัคซีนทัยฟอยด์ไม่มีประสิทธิผลจึงไม่แนะนำให้ใช้กับผู้สัมผัสผู้ป่วยเช่นผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้อยู่ในครอบครัวและบุคลากรทางสาธารสุขที่อาจได้รับเชื้อจากคนป่วย แต่อาจพิจารณาให้กับผู้สัมผัสกับผู้เป็นพาหะ
  6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค:ควรดำเนินการค้นหาผู้ป่วยที่ไม่รายงาน คนที่เป็นพาหะหรือค้นหาแหล่งอาหารน้ำนมและอาหารทะเลในกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยว ที่พบผู้ป่วย ควรได้ติดตามเฝ้าระวังคนอื่น ๆ ด้วย

    การที่มีระดับของภูมิคุ้มกันต่อVi polysaccarideที่สูงขึ้น มักจะบ่งชี้ว่าคนนั้นเป็นพาหะของไข้ทัยฟอยด์การแยกเชื้อเพื่อให้ทราบ phage type ในผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหะนั้น ก็เพื่อจะค้นหาวงจรของการแพร่เชื้อ

    ผู้สัมผัสร่วมบ้าน หรือผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่ควรจะประกอบอาชีพที่มีโอกาสแพร่เชื้อ เช่นประกอบอาหาร/ปรุงอาหารจนกว่าจะไม่พบเชื้อในอุจจาระและปัสสาวะอย่างน้อย 2 ครั้งห่างกัน24 ชั่วโมง
  7. การรักษาเฉพาะ:ใช้ยา chloramphenicol, amoxicillin หรือ co-trimoxazole ในการรักษาการติดเชื้อแบบเฉียบพลันซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีกลุ่มยา quinoloneและcephalosporins ก็ให้ผลการรักษาที่ดีเช่นกันเชื้อที่ทำการแยกได้แล้วสมควรจะทำการทดสอบหาการดื้อยาด้วย บางสายพันธุ์พบว่าดื้อต่อยา chloramphenicol, ampicillin และ amoxicillin แต่มีความไวต่อยา co-trimoxazoleสำหรับยาพวก steroidพบว่าให้ผลกับคนไข้ที่มีอาการหนัก

ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด

  1. ค้นหาผู้ป่วยหรือพาหะซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อและอาหารหรือน้ำที่อาจเป็นสาเหตุของการระบาด
  2. เรียกเก็บอาหารที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุ หรือห้ามบริโภค
  3. พาสเจอร์ไรส์หรือต้มนมและหยุดการบริโภคผลิตภัณฑ์นมหรืออาหาที่สงสัย จนกว่าจะมีการตรวจที่แน่ชัดว่าปลอดภัย
  4. ใส่คลอรีนในแหล่งน้ำที่สงสัยให้เพียงพอภายใต้การแนะนำที่เหมาะสมหรือหยุดการใช้น้ำฆ่าเชื้อน้ำดื่มด้วยคลอรีนไอโอดีนหรือต้มสุก
  5. ไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนแก่คนทั่วไป อาจพิจารณาใช้ในบางกรณี

ง. สัญญาณภัยที่ควรระวัง : การแพร่เชื้อไข้ทัยฟอยด์อาจเกิดขึ้นในที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดหาน้ำการกำจัดสิ่งปฏิกูลและการสุขาภิบาลอาหารและน้ำซึ่งอาจเนื่องมาจากมีผู้ป่วยหรือพาหะในกลุ่มคนที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายการใช้ความพยายามในการปรับปรุงแหล่งน้ำดื่มและการกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ปลอดภัยจะมีประโยชน์มากกว่าการให้วัคซีนทัยฟอยด์แก่ชุมชน

จ. มาตรการควบคุมโรคระหว่างประเทศ

  1. นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปยังพื้นที่ที่มีมีโรคประจำถิ่น ควรได้รับวัคซีนไข้ทัยฟอยด์โดยเฉพาะถ้าการเดินทางนั้นมีโอกาสได้บริโภคอาหารและน้ำที่ไม่ปลอดภัยหรือต้องไปสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะชนบทไม่มีกฎหมายบังคับการให้ฉีดวัคซีนก่อนเข้าประเทศ
  2. ให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกเรื่องไข้ทัยฟอยด์และไข้พาราทัยฟอยด์
ที่มา : www.siamhealth.net/Disease/infectious/typhoid_fever.htm

ไข้ทรพิษ / ฝีดาษ

โรคฝีดาษ
เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจาก poxvirus มีลักษณะเฉพาะคือมี vesicle และ papule ขึ้นตามผิวหนัง
ทั่วร่างกายและมีอาการทั่วไปที่รุนแรง

สาเหตุ
เป็นไวรัส DNA กลุ่ม poxvirus ซึ่งมีขนาดใหญ่มากคือ 200 x 300 mu รูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ (brick
shaped or rectangular shaped) ไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษมี 2 ชนิดคือ
- Variola major ทำให้เกิด classical smallpox ซึ่งมีอาการรุนแรงและมีอัตราการตายสูง 
   (ประมาณ 5 - 40%) 
- Variola minor ซึ่งทำให้เกิด alastrim ซึ่งอาการไม่รุนแรงเท่าพวกแรก มีอัตราการตายต่ำ (<1%)
   เชื้อไวรัสนี้สามารถเจริญได้ดีใน chorio-allantoic membrane ของตัวอ่อนของไก่
   ลักษณะของ pox ที่เกิดขึ้นจะเป็นตุ่มเล็กๆเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1-2 มม. สีขาว นูน ผิวเรียบ ไม่แตก
   เป็นแผล และไม่มีอาการอักเสบและรอยเลือดออกที่เมมเบรนนั้น สามารถใช้ลักษณะนี้แยกจาก pox ระหว่าง
   variola และ cowpox ได้

เชื้อค่อนข้างทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเชื้อสามารถอยู่ในสะเก็ดที่แห้ง ที่อุณหภูมิ
ห้องได้นานนับปี สามารถอยู่ได้บนแผ่นสไลด์ได้นานเป็นเดือน ในที่สว่าง สามารถอยู่บนผ้า สำลีแห้งได้นาน
เชื้อไม่ทนต่อความชื้น เชื้อถูกฆ่าได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสนาน 10 นาที(moist heat) ถ้าไม่มีความ
ชื้นต้องใช้ที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 5-10 นาที เชื้อสามารถถูกทำลายโดยกรดแรงภายใน 1 ชม. และถูก
ทำลายโดยใช้ 50% อัลกอฮอล์ และโดย 0.01% Potussium permanganate ใน 1 ชม.

เชื้อไวรัสนี้มีแอนติเจนหลายชนิด เช่น heat labile soluble antigen ใช้แบ่งกลุ่มของ poxvirus และ
viral antigen ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด neutralizing antibody เป็นต้น โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดไป

ระบาดวิทยา
เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง แต่การติดต่อก็ไม่ง่ายเหมือนเช่นในโรคหัด หรือไข้หวัดใหญ่ มักจะต้องมีการสัมผัส
ใกล้ชิด (closs contact) และผู้ที่ติดโรคก็เพราะหายใจเอาเชื้อเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเชื้อมักจะอาศัยใน
สะเก็ดแผลหรือที่ตกอยู่ตามที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วัน
ก่อนมีผื่น จนถึงระยะที่สะเก็ดหลุดออกไปแล้ว
ระยะแรกผู้ป่วยนี้สามารถแพร่เชื้อโดยทางสิ่งขับทางนาโสฟาริงก์และพอมาในระยะที่มีผื่นแล้วก็จะแพร่เชื้อ
ทางผื่น ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเชื้อสามารถคงทนในที่แห้งได้นาน ดังนั้นเชื้อสามารถคงอยู่ตามสะเก็ดแผลได้
นาน มีผู้ได้ทำการศึกษาจำนวนของไวรัสในสะเก็ด พบว่าจำนวนของมันไม่ลดลงตามระยะเวลาที่เนิ่นนานออก
ไป และไม่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคและการปลูกฝีเลย โรคเป็นได้กับคนทุกอายุและทุกเพศ
มักเกิดในที่ๆประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เพราะการติดต่อต้องการอาศัยการสัมผัสอย่างใกล้ชิด และหายใจ
เอาเชื้อเข้าไป ( ในประเทศแถบอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน เป็นบริเวณที่มีอากาศแห้ง ร้อน
ความชื้นต่ำ เป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการมีชีวิตอยู่ได้นานของไวรัส ทำให้มีอัตราการระบาดสูง)

ตามรายงานขององค์การอนามัยโรค ปีพ.ศ. 2518 โรคยังมีการระบาดอย่างกว้างขวางใน 4 ประเทศ คือ
อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน เอธิโอเปีย หรือประปรายในเนปาล แต่ในเดือนมกราคม พศ. 2519 มีการกล่าว
ว่ายังคงเหลือมีการระบาดในเอธิโอเปียเพียงแห่งเดียว
ในประเทศไทย มีการระบาดมาตั้งแต่ครั้งโบราณ มีการระบาดใหญ่ในปี พศ. 2488-2489 เนื่องจากมีผู้ป่วย
จากพม่าเข้ามาแพร่เชื้อ และยังเป็นช่วงระยะเวลาสงคราม ขาดแคลนการป้องกันดูแล 
บันทึกการระบาดครั้งสุดท้ายมีในเดือนสิงหาคม พศ. 2504 เชื้อมาจากรัฐเชียงตุงของพม่า มีผู้ป่วย 33 คน 
ตาย 5 คน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่พบมีการระบาดอีกเลย

พยาธิกำเนิดและพยาธิวิทยา
เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจ เริ่มแรกจะเข้าสู่เยื่อบุผิวของหลอดลมเล็กและส่วนอื่นๆของทางเดินหายใจช่วงบน เชื้อจะแบ่งตัวที่นี่ระยะหนึ่ง
แล้วจึงเข้าสู่กระแสโลหิต (viremia) แล้วเชื้อจึงแพร่กระจายไปยังระบบเรติคิวโลเอ็นโดธีเลี่ยม เชื้ออาจแบ่ง
ตัวที่นี่อีกแล้วจึงแพร่กระจายไปในกระแสโลหิตอีกเป็นครั้งที่สอง(ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนแบ่งตัว
เสร็จในระบบเรติคิวโลเอ็นโดธีเลี่ยม จะตรงกับระยะฟักตัวของโรค) 
หลังจากนี้ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการทางคลีนิคเป็นอาการนำ เชื้อจะอยู่ในกระแสโลหิตไม่นาน แล้วจะเข้าไป
สู่ผิวหนังและเยื่อบุผิว (mucous membrane) แล้วจึงเกิดพยาธิสภาพขึ้นที่
- ผิวหนัง เยื่อบุชั้นในของหลอดเลือดจะบวม เซลในชั้นกลางของ epidermis จะบวม และมี 
  intracytoplasmid inclusion ข้างในเรียกว่า Guarnieri bodies ซึ่งมีลักษณะทรงกลม ขนาด
  ประมาณ 2-4 ไมครอน จะพบอยู่ใกล้นิวเครียสของเซล ในที่สุดเซลที่บวมนี้จะแตกออก ทำให้เกิดเป็นตุ่มใส 
  (vesicle) ขึ้นในส่วนกลางของชั้น epidermis ต่อมาเซลที่อยู่ชั้นลึกต่อไปจะถูกทำลายและพยาธิสภาพ
   จะแผ่ไปถึงชั้น corium พยาธิสภาพจะหายไปโดยไม่มีแผลเป็น  
   นอกจากที่ใบหน้าเข้าใจว่าเนื่องจากมีการทำลายของต่อมไขมันซึ่งมีมากที่บริเวณใบหน้า และมีการติดเชื้อ
   แบคทีเรียอักเสบซ้ำเติม
- เยื่อบุผิว ในปากและลำคอและทางเดินหายใจช่วงบน จะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผิวหนัง แต่เนื่องจาก
  บริเวณเหล่านี้ไม่มีชั้น spinosum เหมือนที่ผิวหนัง จึงไม่มีการเกิดเป็นตุ่ม vesicle ขึ้น
- อวัยวะอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับที่ผิวหนัง ทางเดินอาหารช่วงบนมีการทำลายเยื่อบุผิว ม้ามโต
  และมีเลือดคั่ง ตับโต endothelial cell ที่บุ sinusoid บวมและมีเลือดคั่ง
  ในฝีดาษชนิดเลือดออก อวัยวะของส่วนต่างๆจะมีเลือดออกเช่น ที่ไต หัวใจ ปอด ม้าม เหมือนที่ผิวหนัง 
  แต่ที่ตับจะพบน้อย อาจพบเลือดออกไดที่กระเพาะอาหารและลำไส้ด้วยก็ได้

ลักษณะทางคลีนิค
ระยะฟักตัวค่อนข้างคงที่ จากการเริ่มติดเชื้อจนถึงมีอาการนำจะกินเวลาประมาณ 12 วัน และถึงเริ่มมีผื่นขึ้น
14 วัน แต่ก็อาจเร็วถึง 9 วัน หรืออาจนานถึง 21 วันได้มนรายที่เคยได้รับการปลูกฝี หรือเป็นโรคแบบเชื้อ
ชนิดอ่อน

Variola major (Classicle smallpox)
อาการนำ เริ่มด้วยอาการปวดศีรษะ สะท้าน ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อแขนขา ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว สูงได้
ถึง 41 -41.5 องศาเซลเซียส ในเด็กอาจมีอาเจียน ชักและหมดสติ ผู้ป่วยประมาณ 10% จะเริ่มมี 
prodromal rash เกิดขึ้นใน 2 วันแรกของโรค ผื่นนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะมักขึ้นตามขาอ่อนบางรายขึ้นที่แขน 
บางรายอาจแยกยากจากผื่นของหัด และหัดเยอรมัน ผื่นจะเริ่มหายไปในราววันที่ 3-4

ระยะออกผื่น ราวประมาณวันที่ 3 หลังการมีไข้ ผื่นที่แท้จริงของฝีดาษจะเริ่มปรากฏขึ้น โดยจะเริ่มเป็นที่
หน้าก่อน แล้วไปที่แขน หลังและขา ผื่นมักเป็นมากที่บริเวณผิวหนังตึง เช่นที่ข้อมือ โหนกแก้ม สะบัก ผื่นจะ
ขึ้นเต็มที่ภายในเวลาประมาณ 2 วัน ไข้จะเริ่มลดลงในวันที่ 2-3 หลังผื่นขึ้น และอาการต่างๆก็จะเริ่มดีขึ้น

ลักษณะของผื่น จะเริ่มเป็น macule ขนากเล็กเท่ากับหัวเข็มหมุด และโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่สองจะ
กลายไปเป็น papule และวันที่สามจะกลายเป็น vesicle ขนาด 1/2 นิ้ว น้ำใน vesicle จะใส ในราว
วันที่ห้า น้ำใน vesicle จะเริ่มขุ่น การเปลี่ยนแปลงของผื่นจะเป็นไปอย่างพร้อมๆกันทั่วทั้งตัว ในราววันที่
แปดผื่นจะเริ่มแห้งโดยเริ่มที่หน้าก่อน และส่วนกลางของpustule จะยุบก่อน ผื่นจะกลายเป็นสะเก็ด (scab)
ทั่วตัวในราววันที่ 12-13 และจะเริ่มหลุดลอกออก ผิวหนังบริเวณที่ตกสะเก็ดจะเป็นสีชมพูในระยะแรก แล้ว
หายไปโดยไม่เหลือแผลเป็น นอกจากบริเวญที่ใบหน้า

ลักษณะอย่างหนึ่งของ vesicle ของฝีดาษก็คือ vesicle จะบุ่มตรงกลาง และเมื่อกดจะไม่ยุบจนแฟบหมด
เพราะเป็น loculation จากการที่โรคไม่ได้ทำลายผิวหนังของเซลหมด ผื่นอาจมารวมกัยเป็นปื้นโต 
ในรายเช่นนี้มักมีอาการบวมด้วย โดยเฉพาะที่หน้า ริมฝีปาก เป็นต้น ในระยะที่ผื่นกลายไปเป็น pustule 
ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้อีก ถ้าผื่นมากไข้อาจสูงมาก

Variola minor (Alastrin)
อาการไม่รุนแรงและมีอัตราการตายต่ำกว่า 1% มีระยะฟักตัว อาการนำและลักษณะทางคลีนิค ที่แยกไม่ได้
จาก variola major แบบที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง การแยกจะใช้วิธีดูการระบาดวิทยาในพื้นที่ๆ
มีการระบาด มีลักษณะทางคลีนิคเหมือนกันแต่ไม่มีรายใดที่มีอาการรุนแรง

Modified smallpox
หมายถึงฝีดาษที่เกิดในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกฝีมาแล้ว และมี partial immunity ต่อเชื้อโรค ผู้ป่วยเหล่านี้
มักมีอาการนำเหมือนกันกับโรคฝีดาษแบบ classicle smallpox ผู้ป่วยบางรายไม่มีผื่นขึ้น   บางรายจะ
มีผื่นขึ้นไม่มากและมักจะเปลี่ยนจากระยะ macule ไปเป็น pustule เร็ว ผู้ป่วยเหล่านี้มักเป็นปัญหาใน
ด้านการตรวจวินิจฉัยและผลตามมาก็คือ เป็นกลุ่มผู้แพร่เชื้อที่อันตรายมาก ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเกิด
โรคฝีดาษชนิดรุนแรงขึ้นได้

การวินิจฉัยโรค
1. ลักษณะทางคลีนิคและระบาดวิทยา ในรายที่มีอาการตรงตามแบบ
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในระยะแรกจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด PMN จะต่ำ และในระยะ pustule 
    จำนวนเม็โลือดขาวจะเริ่มสูงขึ้น ในฝีดาษชนิดมีเลือดออก (hemorrhagic smallpox จะพบเกล็ดเลือด
    ต่ำ  เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยต์มีลักษณะผิดปกติ (atypical lymphocyte)
3. การวินิจฉัยทางไวรัสวิทยา 
    3.1 จากการเพาะเชื้อจากเลือดใน 2 วันแรก โดยเพาะลงบน chorioallantoic membrane ของ
           ตัวอ่อนของไก่
    3.2 ระยะผื่นขึ้น ในระยะ papular ถึง vesicular ขูดจากพยาธิสภาพแล้วย้อมด้วยวิธี Gispen ดูด้วย
           กล้องจุลทรรศน์อีเลคตรอน จะพบไวรัสรูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ ติดสีน้ำตาลดำ น่ำจาก vbesicle
           สามารถนำไปทดสอบแอนติเจน และเพาะหาเชื้อได้
    3.3 ระยะฟักฟื้น เจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับแอนติบอดีย์ได้

การรักษา
1. การรักษาเฉพาะโรค ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาโรคได้ 
2. การรักษาแบบประคับประคองและการรักษาตามอาการ สำคัญมากเช่น
  - การให้ผู้ป่วยนอนในที่นอนที่สะอาด และทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
  - แก้ไขภาวะการขาดน้ำและอีเลคโทรไลต์ และให้อาหารอย่างพียงพอ
  - ระวังเรื่องพยาธิสภาพในตาและปาก โดยพยายามทำความสะอาดบ่อยๆ
  - ไม่ควรอาบน้ำหรือใช้ยาใดๆทาเคลือบผิวหนัง
  - ให้ยา)ฏิชีวนะที่ถูกต้องและเพียงพอ
  - คอร์ติโคสเตียรอยด์ ไม่ช่วยในการรักษาดรค แม้ในรายมรารุนแรงและถึงตาย

การป้องกัน
1. การปลูกฝี (vaccination)
    ยังต้องกระทำอยู่ในบริเวณที่ยังมีการระบาด (Endemic area) และในผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย
    หรือพนักงานห้องปฏิบัติการชันสูตร
    วิธีการปลูกฝี
- multiple pressure method หยอดหนองฝีลงบนผิวหนังที่แขน แล้วใช้เข็มแทงเกือบขนานกับผิวหนัง 
ให้ลึกลงไปถึงชั้นชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า แทงเข็มประมาณ 2-3 ครั้งจนผิวหนังแดง แต่อย่าให้ เลือดออก 
เนื่องจากความแดงของผิวหนังเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เข็ฒได้แทงถึงชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า
การมีเลือดออกนั้นอาจทำให้การปลูกฝีไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะแอนติบอดีย์ในเลือดอาจมาทำปฏิกริยา
ต่อต้านเชื้อที่ฉีดเข้าไป
- scratch mathod เปลี่ยนจากการใช้เข็มแทง มาเป็นการใช้เข็มขูดบริเวณผิวหนังให้ถลอก แทน

2. ชนิดของการเกิดปฏิกริยาหลังการปลูกฝี
- Primary reaction
เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อนเลย บริเวณที่ปลุกฝีจะเรียบร้อยดี จนวันที่ 3-5 จะเริ่มมี papule 
สีแดงและคัน ซึ่ง 24 ชั่วโมงต่อมาจะกลายเป็น vesicle ล้อมรอบด้วยผิวหนังสีแดง ต่อมา vesicle จะโต
ขึ้นโดยผิวหนังรอบๆจะแดงและนูนขึ้น โดยจะเป็นมากที่สุดในช่วง 9-10 จะมีการเจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ 
อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมาตุ่มจะค่อยๆฝ่อลง ยุบเป็นสะเก็ดซึ่งจะหลุดออกมาในราว วันที่ 21
- Accelerated reaction
เกิดขึ้นในคนที่พอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง ลักษณะจะเหมือนกลุ่มแรก แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก 
การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะเกิดในราวปลายสัปดาฆ์แรก
- Immediate reaction 
เกิดในคนที่มีภูมิคุ้มกัน โดยหลังปลูกฝีประมาณ 2-3 วัน จะเกิด papule คันๆ ขึ้น อาจมี vesicle เกิดบน
ตุ่มนั้น 

ผู้ที่ไม่เคยได้รับการปลูกฝีมาก่อนจะมีปฏิกริยาในแบบที่หนึ่ง ผู้ที่ได้รับการปลูกฝีซ้ำจะมีปฏิกริยาเกิดขึ้นได้ทั้ง 
3 แบบ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันเต็มที่ (มักไม่เกิน 2 ปีหลังปลูกฝีครั้งแรก)มักเป็นแบบที่ 3
แบบที่ 2 และ 1 พบในผู้ป่วยที่มี partial immunity ส่วนแบบที่ 3 อาจเกิดจากวิธีปลูกฝีที่ผิดพลาด หรือ
หนองฝีที่ใช้เสื่อมคุณภาพ

ที่มา : www.thailabonline.com/smallpox.htm

โรคไต การป้องกันและการรักษา

โรคไต การป้องกันและการรักษา

ไต    

ไตมี 2 ข้าง   อยู่บริเวณด้านหลัง  ใต้ชายโครง  บริเวณบั้นเอว    มีรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง    ยาวประมาณ 12เซนติเมตร
ไต   -  ประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยมากมาย เรียกว่า “หน่วยไต” ( nephron )
        -  หน่วยไตจะลดจำนวน  และเสื่อมสภาพตามอายุไข

ไตทำหน้าที่อะไร ?

            1   กำจัดของเสีย
            2   ดูดซึม  และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
            3   รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย
            4   รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
            5   รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย
            6   ควบคุมความดันโลหิต
            7   สร้างฮอร์โมน

             1   กำจัดของเสีย  ได้แก่ ยูเรีย ครีเอดินิน
                  -   เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร   จะย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้   และปล่อยของเสียออกสู่กระแสเลือด   ผ่านมายังไต   และถูกขับออกมากับปัสสาวะ
                  -   ขับยา   และสารแปลกปลอมอื่น ๆ
             2   ดูดซึม  และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้
                  -    สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จะถูกดูดกลับโดยเซลล์ของหน่วยไต
                        เช่น  น้ำ  ฟอสเฟด   โปรตีน
             3   รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย
                  -    ถ้าน้ำมีมากเกินความต้องการของร่างกาย   ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำออกมาทางปัสสาวะ
                  -    ถ้าอยู่ในภาวะขาดน้ำ  ไตจะพยายามสงวนน้ำไว้ให้ร่างกาย   ปัสสาวะจะมีปริมาณน้อยและเข้มข้น
             4     รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
                  -   ไตที่ปกติจะขับเกลือส่วนเกินได้เสมอ   แม้จะรับประทานรสเค็มจัด
                  -   แต่ถ้าเสื่อมสมรรถภาพ   ผู้ป่วยจะมีอาการบวมถ้ารับประทานเกลือมากเกินไป
             5   รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย
                  -   ร่างกายจะผลิตกรดทุกวัน จากการเผาผลาญอาหารโปรตีน
                  -    ถ้าไตทำหน้าที่ปกติ   จะไม่มีกรดคั่ง   
                  -   ถ้าไตเสื่อมสมรรถภาพ   ร่างกายจะมีปัสสาวะเป็นกรด         
                 
            6   ควบคุมความดันโลหิต
                  -    ความดันโลหิตสูง   เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมสมดุลน้ำ  และเกลือ  รวมถึงสารบางชนิด
                  -    ผู้ป่วยโรคไต  จึงมักมีความดันโลหิตสูง   เพราะไตถูกกระตุ้นให้สร้างสารที่ทำให้ความดันสูง
                  -    ถ้าความดันโลหิตสูงมาก   ทำให้หัวใจทำงานหนัก  หรืออาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ  หรือ
                       แตก  เป็นอัมพฤกษ์  และอัมพาตได้
            7   สร้างฮอร์โมน
                 -   ไต ปกติสามารถสร้างฮอร์โมนได้หลายชนิด
                 -    ถ้าเป็นโรคไต   การสร้างฮอร์โมนจะบกพร่องไป

ตัวอย่างฮอร์โมนที่สร้างจากไต

                 -    ฮอร์โมนเออริโธรพอยอิติน ( erythropoietin)
                       ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง   ดังนั้นผู้ป่วยจะมี   อาการซีด   อ่อนเพลีย  ไม่มีแรง    หัวใจทำงานหนัก วิงเวียน   หน้ามืด   เหนื่อย   ใจสั่น   เป็นลมบ่อย
                 -    วิตามินดีชนิด  calcitriol  ทำหน้าที่ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซี่ยม   ซึ่งการที่วิตามีนดี  และแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ   ทำให้ต่อมพาราธัยรอยด์หลั่งฮอร์โมนมากกว่าปกติ   เป็นผลเสียต่ออวัยวะหลายอย่างในร่างกาย  โดยเฉพาะกระดูก   ทำให้ไม่แข็งแรง

ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ   

          ใครมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไต
                   1.  อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป   ไต จะเริ่มเสื่อม
                   2.  ความดันโลหิตสูง
                   3.  โรคหัวใจ   เช่น  หลอดเลือดหัวใจตีบ
                   4.  โรคหลอดเลือดสมอง
                   5.  โรคเบาหวาน
                   6.  โรคเก๊าท์
                   7.  โรคไตอักเสบชนิดต่าง ๆ
                         เช่น   โรคไตอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก   ไตอักเสบ เอส-แอล –อี
                                   โรคไตเป็นถุงน้ำ  นิ่ว  เนื้องอก  หลอดเลือดฝอยอักเสบ
                   8.   มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไต
                   9.   โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ
                  10.   ใช้ยาแก้ปวด   หรือสัมผัสสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต
                  
                   -   อาการแสดง
                   -   การสืบค้น

อาการแสดงเมื่อเป็นโรคไต

                    1.   หนังตา   ใบหน้า   เท้า   ขา  และลำตัวบวม
                    2.   ปัสสาวะผิดปกติ
                          เช่น   ขุ่น  เป็นฟอง  เป็นเลือด  สีชาแก่  / น้ำล้างเนื้อ
                    3.   การถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
                          เช่น   บ่อย  แสบ ขัด  ปริมาณน้อย
                    4.   ปวดหลัง   คลำได้ก้อน บริเวณไต
                    5.   ความดันโลหิตสูง
                    6.   ซีด  อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย  ไม่มีแรง  ไม่กระฉับกระเฉง
                    7.   ท้องอืด   ท้องเฟ้อ   คลื่นไส้   อาเจียน
                    8.   เบื่ออาหาร   การรับรสอาหารเปลี่ยนไป
                    9.   ปวดศีรษะ   นอนหลับไม่สนิท

อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม

                 ไตเริ่มเสื่อม
                              -   อาการบวม
                              -   ซีด
                              -   อ่อนเพลีย
                              -   เหนื่อยง่าย
                              -   ความดันโลหิตสูง

                     ไตวายเรื้อรัง
                              -   ซีดมากขึ้น
                              -    เบื่ออาหาร
                              -    คันตามตัว

อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม

                     1.   อาการบวมที่หน้า และหนังตา
                     2.   อาการบวมที่ขา
                     3.   อาการบวมที่เท้า
                     4.   ปัสสาวะเป็นเลือด


โรคไตวาย

ไตวายเฉียบพลัน

               ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว   ภายในเวลาเป็นวัน  หรือสับดาห์     มักมีอาการมากกว่าแบบเรื้อรัง    อัตราการเสียชีวิตสูง   ถ้าพ้นอันตราย  ไตมักจะเป็นปกติได้

โรคไตวายเรื้อรัง

            เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร   ทำให้ไตค่อย ๆ ฝ่อเล็กลง     แม้อาการจะสงบ  แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อม     และ
เข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด

สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง

                 ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไต เข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย  มีสาเหตุจาก
                 1.   อันดับหนึ่ง   โรคเบาหวาน
                 2.   อันดับสอง   ความดันโลหิตสูง  และ โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ  เช่น  โรค เอส- แอล – อี
                3.   สาเหตุอื่น ๆ  ได้แก่
                               -   โรคนิ่วในไต
                               -  โรคไตอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อ
                               -   โรคเก๊าส์
                               -   โรคไตจากการกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ
                               -   โรคถุงน้ำในไตที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

             สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้   มักทำให้เกิดโรคกับไตทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน


โรคไตจากเบาหวาน

                 -   ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี   จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ
                 -   โดยเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายจะแข็ง  และหนา    ทำให้เลือดไป เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง
                 -   ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ดี   ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จะเกิดเร็วกว่าปกติ
                 -   โดยเฉลี่ยโรคไตมักจะเกิดตามหลังโรคเบาหวานมากกว่า 10 ปี  ขึ้นไป
                 -   ถ้าเริ่มมีอาการบวมตามแขน  ขา  ใบหน้า  และลำตัว    เป็นการบ่งชี้ว่าเริ่มมีความผิดปกติทางไต
                 -   การตรวจพบโรคไตระยะเริ่มแรกในผู้ป่วยเบาหวาน    คือความดันโลหิตสูง   ไข่ขาวหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
                 -   เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง  จะต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ไต    โดยค่ายูเรียไนโตรเจน ( BUN )     และคริเอตินิน  ( Creatinine )   จะสูงกว่าคนปกติ


ภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน


                 1.  กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
                 2.  อาการบวม
                 3.  ไตอักเสบจากการติดเชื้อ
                 4.  ไตวายฉับพลัน
                 5.   ไตวายเรื้อรัง
 
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน 

 โรคไตพบประมาณ  30 – 35 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน    ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต   ได้แก่
        -   เพศชาย
        -   พันธุกรรม
        -   ระดับน้ำตาลสูง
        -   ความดันโลหิตสูง
        -   โปรตีนรั่วในปัสสาวะ
        -   การสูบบุหรี่

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน


        -   มีอาการซีด
         -  บวม
        -   ความดันโลหิตสูง
        -   อาการคันตามตัว
        -   เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด
       -  ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลีย  คลื่นใส้  อาเจียน
 
 

อย่างไรก็ดี   การเกิดโรคไตจากเบาหวาน     มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจากสาเหตุอื่นซึ่งก็คือ   ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน  ได้แก่
       -   อาการชาตามปลายมือ – เท้า
       -   เจ็บหน้าอก
       -   ตามัว
       -   แขนขาอ่อนแรง
       -   แผลเรื้อรังตามผิวหนังและปลายเท้า

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน  เพื่อป้องกันโรคไต

 1.   ตรวดปัสสาวะ  เพื่อหาโปรตีนทุกปี
 2.   ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เท่ากับ  หรือใกล้เคียงปกติ    เท่าที่สามารถทำได้
 3.   รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณท์ปกติ
 4.   หลีกเลี่ยงการใช้ยา  หรือ  สารที่เป็นอันตรายต่อไต    เช่น ยาต้านการอักเสบระงับปวด   สารทึบรังสี
 5.   สำรวจ และให้การรักษาโรค  หรือ ภาวะอื่นที่ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ   เช่น การติดเชื้อทางปัสสาวะ

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน  และเป็นโรคไต
 1.   ตรวดปัสสาวะ และ เลือด   เพื่อดูหน้าที่ไตเป็นระยะ ๆ
 2.   กินยาตามแพทย์สั่งติดต่อกัน  และพบแพทย์ตามนัด
 3.   งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์    ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือด
 4.   ถ้าต้องรับประทานยาแก้ปวด หรือ ยาอื่น ๆ    ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร
 5.   เมื่อมีอาการบวม   ควรงดอาหารเค็ม รสจัด หมักดอง และอาหารกระป๋อง
 6.   ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ  หรือ  ใกล้เคียงมากที่สุด     กินยาสม่ำเสมอ  ไม่หยุดยาเองเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว
 7.   ระวังอาหารที่มี  โคเลสเตอรอลสูง
 8.   รับประทานผัก  และปลามากขึ้น
 9.   ควรตรวจอวัยวะอื่น ๆ ด้วย   เช่น ตา หัวใจ ปอด
10.  สำรวจผิวหนัง และเท้าให้สะอาด   ไม่มีแผลเรื้อรัง
11.  ระหว่างการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม     ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารเค็มให้น้อยที่สุด
12.  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง
 1.   อาหารโคเลสเตอรอลสูง
        -   อาหารทะเล
        -   เนื้อ – หมู ติดมัน
        -   กุ้ง
        -   หอย
        -   ทุเรียน
        -   เนย
 2.   อาหารไตรกลีเซอร์ไรด์สูง   
        -   อาหารจำพวกแป้ง
        -   ของหวาน
        -    ผลไม้รสหวาน
        -   เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์

ข้อเขียนโดย ศจ.พญ.ลีนา    องอาจยุทธ    สาขาวิชาวักกะวิทยา    ภาควิชาอายุรศาสตร์   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  นายกสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย


ที่มา : www.yourhealthyguide.com/article/ak-kidney-6.html

โรค botulism

Botulism

โรค Botulism เป็นโรคที่เกิดจาก toxin ของเชื้อ Clostridium botulinum นอกจากนั้นอาจจะเกิดจากเชื้อClostridium butyricum และ Clostridium baratii. เชื้อพวกนี้เป็นเชื้อที่พบในดินเป็นเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจน หมายถึงว่าเมื่อเชื้อสัมผ้สออกซิเจนเชื้อจะตาย toxin จากเชื้อนี้มีความรุนแรงมาก ปริมาณ toxin เพียง 1 กรัมก็สามารถฆ่าคนได้เป็นล้านคน

การจำแนกโรค Botulism

โรค Botulism จะจำแนกโรคโดยวิธีการเกิดโรคแบ่งเป็น

 

 

 

 

 

 

 

 
  1. Food born Botulism หมายถึงโรคที่เกิดจากเรารับประทานอาหารที่มี Toxin โดยที่ไม่ได้ผลิตอย่างถูกต้องพบได้ปีละประมาณ 900 ราย ประทศทางยุโรปเกิดจาก Toxin ชนิด B เกิดจากขบวนการเก็บเนื้อ ญี่ปุ่นและแคนาดาเกิดจาก Toxin ชนิด E เกิดจากการถนอมอาหารทะเล ส่วนประเทศจีนเกิดจาก Toxin ชนิด Aเกิดจากการหมักถั่วเหลือง ความรุนแรงของ Toxin เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ A,B,E
  2. Wound botulism เป็นโรค Botulismที่เกิดจาก toxin มาจากแผล แผลนี้อาจจะเป็นแผลที่ได้รับอุบัติเหตุหรือ แผลผ่าตัด แผลจากการฉีดเฮโรอิน หรือไซนัสอักเสบจากการดูดโคเคน
  3. Infantile botulism หรือ Intestinal botulism เป็นโรคที่เกิดจากลำไส้ของเด็กทารกหรือการผ่าตัด หรือลำไส้อักเสบไม่สามารถสร้างเชื้อโรคที่เป็นเชื้อประจำถิ่นได้มากพอเกิดในเด็กอายุ 1 สัปดาห์ถึง 11 เดือนอายุที่พบมากคือ 2-4 เดือนปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดได้แก่ การดื่มน้ำผึ้ง เด็กตัวโต เด็กที่ถ่ายน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวันเป้นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 2 เดือน การให้ดื่มนมแม่ช้า
  4. Inhalation botulism เป็นโรค botulism ที่เกิดจาก toxin ได้มาจากการหายใจ คาดการว่าจะเป็นวิธีการนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพ

Toxin ที่เกิดจากเชื้อโรคนี้มีกี่ชนิด

Toxin ที่เกิดเชื้อนี้มีทั้งหมอ 7 ชนิดคือ A,B,C,D,E,F,G,H Toxin ชนิด A,B,D เป็นชนิดที่เกิดโรคในคน ชนิด C,D เป็นชนิดที่เกิดโรคในสัตว์ เช่นนกและปลา

กลไกการเกิดโรค

เชื้อ Clostridium botulinum พบได้ในดิน น้ำสะอาด น้ำทะเล ฝุ่นบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร เมื่อร่างกายได้รับ Toxin ไม่ว่าทางอาหาร แผลหรือทางการหายใจ Toxin จะไปจับกับปลายประสาทอย่างถาวรซึ่งหมายความว่าปลายประสาทนั้นจะไม่ทำงานทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างถาวร อ่านที่นี่

การดำเนินของโรค

  • สำหรับ Food born Botulism ที่มีอาการเร็วคือเกิดอาการภายใน 36 ชั่วโมงหลังจากได้รับToxin ,ผู้ป่วยรายแรกๆ,ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะป่วยนานกว่าคนทั่วๆไป
  • ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 2 สัปดาห์หลังจากมีอาการเนื่องจากการติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะต้องใช้เครือ่งช่วยหายใจเฉลี่ยนาน 6-8 สัปดาห์แต่อาจจะนานถึง 7 เดือน
  • ความรุนแรงของโรคที่เกิดจาก Food born Botulism ขึ้นกับชนิดของ Toxin ที่ผู้ป่วยได้รับ ชนิด A ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจร้อยละ 67 ชนิดB ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจร้อยละ 52 ชนิดC ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจร้อยละ39 นอกจากนั้น ชนิด A ยังมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าชนิดอื่น และยังต้องอยู่โรงพยาบาลนานกว่าชนิดอื่น
  • อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 7.5 ส่วนผู้สูงอายุอัตราการเสียชีวิตร้อยละ30
  • สำหรับ Infantile botulism โรคจะดำเนินใน 1-2 สัปดาห์และอาการคงที่ใน 2-3สัปดาห์ ส่วนใหญ่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1 เดือนอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 1.3

การวินิจฉัย

ประวัติ

  • การวินิจฉัยจะต้องอาศัย ประวัติ การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจร่างกายระบบประสาท ส่วนการวินิจฉัยที่ถูกต้องต้องอาศัยการเจาะเลือด ประวัติที่สำคัญได้แก่
    • ประวัติการรับประทานอาหาร
    • ประวัติการฉีดยาเสพติด
    • ประวัติการเกิดแผล
    • ประวัติเกียวกับโรคทางเดินอาหาร

ลักษณที่สำคัญของโรคนี้

Food born Botulism อาการที่สำคัญอ่านที่นี่

  • ลักษณสำคัญที่ทำให้เรานึกถึงโรคนี้ได้แก่
    • ผู้ป่วยไม่มีไข้ หากมีไข้อาจจะเกิดจากโรคแทรกซ้อน
    • ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงเหมือกันทั้งซ้ายและขวา
    • ผู้ป่วยยังรู้ตัวดี
    • ผู้ป่วยจะมีหัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตปกติ
    • ความรู้สึกปกติ
  • โรคจะดำเนินจากศรีษะลงมากล่าวคือจะเริ่มต้นอ่อนแรงบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้า การกลืน การหายใจ คอ แขน และขาตามลำดับ
  • ผู้ป่วยจะหายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อกำบังลมอ่อนแรงและมีการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ
  • เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ปากแห้ง อาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
  • อาการอื่นที่อาจจะพบได้แก่ หนังตาตก กลืนลำบาก ไม่มีเสียง ลำไส้ไม่เคลื่อนไหว ท้องผูก
  • ม่านตาจะโตและไม่หดตัวเมื่อถูกแสง
  • อาการทางระบบประสาทจะเกิดหลังจากได้ Toxin 6-10 ชั่วโมง
  • อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนก่อนเกิดอาการทางระบบประสาท

Infantile botulism

  • ความรุนแรงของโรคมีตั้งแต่ไม่เกิดอาการจนกระทั่งเสียชีวิต
  • อาการที่สำคัญคืออาการท้องผูก(ไม่ถ่ายอุจาระ 3 วัน)อาการอื่นๆได้แก่ ดูดนมลำบาก ร้องไห้ไม่มีเสียง มีน้ำลายมาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง คอไม่ตั้ง
  • การตรวจร่างกายที่สำคัญคือ หนังตาตก ม่านตาตา หูรูดหย่อน
  • ผู้ป่วยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจร้อยละ 50
  • ระยะฟักตัว 3-30 วัน

Wound botulism

  • อาการเหมือนกับโรคที่เกิดจากการรับประทานอาหาร
  • แผลที่เกิดโรคจะไม่รุนแรง แต่หากมีการติดเชื้อชนิดอื่นแผลจะมีการอักเสบมาก
  • ระยะฟักตัวประมาณ 10 วัน

การตรวจทางห้องปฎิบัติการ

หลักการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่สำคัญได้แก่

  1. ก่อนให้การรักษาต้องเจาะเลือด เก็บอุจาระ และเก็บน้ำจากในกระเพาะเก็บไว้ในตู้เย็น
  2. การตรวจจะตรวจหาระดับ Toxin และการเพาะเชื้อ

Food born Botulism

  • จะพบ Toxin ในเลือดและอุจาระได้ร้อยละ 39,24 ตามลำดับ
  • เพาะเชื้อจากอุจาระได้ร้อยละ 55

Infantile botulism

  • การวินิจฉัยจะได้จากอุจาระ ในเลือดมักจะตรวจไม่พบ Toxin
  • บางท่านอาจจะเอาน้ำผึ้งและนมมาเพาะเชื้อ

Wound botulism

  • การวินิจฉัยทำได้โดยการพบ toxin และเพาะเชื้อที่แผล

การรักษา

การดูแลทั่วไป

  • สำหรับผู้ที่อาการไม่มากต้องเฝ้าดูการดำเนินของระบบประสาทโดยเฉพาะเรื่องการหายใจ หากหากใจลำบากต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารที่สงสัยไปไม่นานอาจจะใส่สายล้างท้องพร้อมทั้งให้ยาระบายเพื่อขับเชื้อและToxin ให้ออกจากร่างกายให้มากที่สุด
  • สำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะเกิดจากแผลต้องทำความสะอาดแผลแม้ว่าแผลจะหายดีแล้วก็ตาม
  • ใช้ hydrogenperoxide ฟอกแผล

การรักษาโดยการให้ Antitoxin

  • ใช้ขนาด 10000 ยูนิตฉีด Antitoxinจะต้านtoxin A,B,E ก่อนฉีดต้องทดสอบว่าแพ้หรือไม่
ที่มา : www.siamhealth.net/Disease/infectious/botulism/botulism.html

โรคเท้าช้าง

โรคเท้าช้าง elephantiasis

โรคเท้าช้างหรือที่เรียกว่า Lymphatic Filariasis หรือ elephantiasis พบมากในเขตร้อนและชิดเขตร้อน(subtropic)ได้แก่ อินเดีย พม่า มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อัฟริกาสำหรับประเทศไทยพบได้แถบภาคใต้ ชายแดนใกล้พม่า ทั่วโลกมีคนที่ติดเชื้อประมาณ 120 ล้านคน และมีความพิการประมาณ 40 ล้านคน พบว่าผู้ป่วยประมาณ1ใน3อยู่ในประเทศอินเดีย อีก1ใน3อยู่ในอัฟริกา ที่เหลืออยู่ในเอเชีย

โรคนี้เกิดจาดพยาธิตัวกลมที่พบบ่อยคือเชื้อ Wuchereria bancrofti และ Brugia malayi ซึ่งอาศัยอยู่ในคนเท่านั้น เชื้อจะเข้าท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนได้ 4-6 ปีและออกลูกออกหลานเป็นล้านตัวเข้ากระแสเลือด ยุงกัดคนที่เป็นและรับเชื้อไป เมื่อไปกัดคนอื่นจะปล่อยเชื้อสู่คนอื่น

อาการที่สำคัญคือมีอาการบวมของอวัยวะที่พบได้บ่อยคือ ขา แขน อวัยวะเพศ

วงจรชีวิตของพยาธิ

 

ยุงที่เป็นพาหะของโรคมีได้หลายชนิดได้แก่ Culex (C. annulirostris, C. bitaeniorhynchus, C. quinquefasciatus, and C. pipiens); Anopheles (A. arabinensis, A. bancroftii, A. farauti, A. funestus, A. gambiae, A. koliensis, A. melas, A. merus, A. punctulatus and A. wellcomei); Aedes (A. aegypti, A. aquasalis, A. bellator, A. cooki, A. darlingi, A. kochi, A. polynesiensis, A. pseudoscutellaris, A. rotumae, A. scapularis, and A. vigilax); Mansonia (M. pseudotitillans, M. uniformis); Coquillettidia (C. juxtamansonia) ระหว่างที่ยุงดูดเลือด ยุงจะปล่อยพยาธิระยะติดต่อคือระยะที่3เข้าสู่ผิวหนังของคน เชื้อพยาธิจะไชจากแผล  พยาธิจะเจริญเติบโตในระบบน้ำเหลือง   ตัวเมียจะมีความยาว  80 ถึง 100 mm และมีความอ้วน 0.24 ถึง 0.30 mm ตัวผู้จะยาว 40 mm อ้วน .1 m เมื่อตัวผู้ผสมกับตัวเมียจะทำให้เกิด microfilariae ขนาด 244 ถึง 296 μm อ้วน 7.5 ถึง 10 μm และอยู่ในปลอก เชื้อจะออกกระแสเลือดในเวลากลางคืน   . ยุงดูดเลือดที่มีเชื้อเข้าไป   . เมื่อเชื้อเข้าไปในยุง จะสลัดปลอดหุ้นและไปอยู่ที่กระเพาะอาหารของยุง  .  จะมีการเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่หนึ่ง first-stage larvae  และเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่3ซึ่งเป็นระยะติดต่อ third-stage infective larvae  . ตัวอ่อนในระยะติดต่อจะไปที่ต่อมน้ำลายของยุง mosquito's prosbocis  เมื่อยุงกัดคนก็จะฉีดเชื้อไปสู่คน .

กลไกการเกิดโรค

พยาธิสภาพเกิดจากการที่เชื้อทำลายระบบไหลเวียนของท่อน้ำเหลือง ร่วมกับปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน และโรคแทรกซ้อน เช่นการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย เมื่อตรวจด้วย ultrasonography พบว่ามีการโป่งพองของท่อน้ำเหลืองอย่างมากมายรอบตัวแก่กลไกที่สำคัญคือ

  • การเกิดโรคเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ เมื่อตัวเชื้อโรคตายก็เกิดภูมิต่อตัวเชื้อทำให้มีการอักเสบของท่อน้ำดี และเกิดการอุดตันของท่อน้ำดี

  • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้อาการเป็นมากขึ้น

อาการของโรค

อาการของโรคแบ่งได้เป็น อาการเฉียบพลัน อาการโรคเรื้อรัง และไม่มีอาการ

อาการเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมีไข้ เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง (lymphangitis และ lymphadenitis) โดยมากตรวจพบเชื้อในท่อน้ำเหลืองหรือต่อมน้ำเหลืองของอวัยวะต่างๆที่สำคัญได้แก่ บริเวณขา ช่องท้องด้านหลัง ท่อนำเชื้ออสุจิ(spermatic cord) แหล่งพักน้ำเชื้อ(epididymis) และเต้านม เป็นต้น โดยเฉพาะที่ท่อนำเชื้ออสุจิพบตัวอ่อนพยาธิบ่อยและมากที่สุดโดยเฉพาะชนิด W.bancrofti ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการลมพิษ (urticaria) ร่วมด้วย ตรวจเลือดพบ eosinophils สูงพร้อมกับพบตัวอ่อน (microfilariae) ผิวหนังตรงตำแหน่งที่หลอดน้ำเหลืองอุดตันเหล่านั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ เกิดบวมแข็ง ผื่นแดง หลอดน้ำเหลืองจะโป่งมีน้ำเหลืองคั่งอยู่ คลำได้เป็นก้อนขรุขระ

 

อาการโรคเรื้อรัง

มักจะมีอาการบวมโดยเกิดจากเชื้อ Wuchereria bancrofti ตำแหน่งที่เชื้อพยาธิตัวแก่ชอบอาศัยคือบริเวณอัณฑะทำให้เกิดถุงน้ำในท่อนำเชื้ออสุจิ และหากเป็นมากจะเกิดอาการบวมของอัณฑะ

ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลืองโต คลำดูแข็งเหมือนยาง ส่วนมากเกิด hydrocoele และ elephantiasis (โรคเท้าช้าง) เนื่องจากตัวแก่ของพยาธิตาย ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง เป็นผลทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำเหลืองต่างๆ เช่น ถ้าเกิดบริเวณกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดปัสสาวะปนน้ำเหลือง (chyluria) หรืออุดตันบริเวณช่องท้องทำให้เกิดน้ำในช่องท้อง ชนิด chyloperitoneum และตามแขนขาทำให้เกิด elephantiasis

ในรายที่เกิด elephantiasis พบว่าร้อยละ 95 จะเป็นที่ขากับอวัยวะเพศ บริเวณที่พบน้อยรองลงไป ได้แก่ที่แขนและเต้านม สำหรับชนิด Brugia malayi ทำให้เกิดโรคเท้าช้างของ ขา เป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดที่แขนร่วมด้วยบ้าง ไม่พบเป็นที่อวัยวะเพศและเต้านม ซึ่งผิดจากชนิด Wuchereria bancrofti พบได้หลายแห่ง ส่วนมากพบเป็นแถวอวัยวะเพศ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้างมักตรวจพบตัวพยาธิในเลือดน้อยหรือไม่พบเลย นอกจากนี้ยังพบว่า ชนิด Brugia malayi พบในเด็กเล็กได้บ่อยกว่า ชนิด Wuchereria bancrofti

นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบอาการของตุ่มแดงที่ใต้ผิวหนัง ตุ่มนี้จะปวดเจ็บ เนื่องจากมีพยาธิที่ตายฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

ภาพทั้งสามแสดงอวัยวะที่บวมที่พบบ่อยคือบริเวณอวัยวะเพศ แขน ขา

ไม่มีอาการ

กลุ่มที่ไม่มีอาการจะแบ่งออกเป็น 2 พวกได้แก่

  • ตรวจพบพยาธิในกระแสเลือดแต่ไม่มีอาการ พวกนี้มักจะมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

  • ไม่พบตัวพยาธิแต่ตรวจพบ Circulating filarial antigen (CFA)ในเลือด เมื่อให้ยารักษาระดับ Circulating filarial antigen (CFA) จะลดลง

การวินิจฉัย

การตรวจด้วย X-Ray ธรรมดาไม่ช่วยในการวินิจฉัย นอกจากจะเป็นโรค tropical eosinophilia ซึ่งจะพบรอยโรคในปอด การตรวจด้วย Ultrasound อาจจะพบว่าเชื้อตัวแก่กำลังว่ายในน้ำเหลืองน้ำ

  • การตรวจหาตัวเชื้อพยาธิจาก เลือด น้ำเหลือง โดยการเจาะเลือดเวลา 22.00-02.00 น นำมาย้อมด้วยวิธีพิเศษ Giemsa

  • การย้อมตัวเชื้อโดยการกรองเลือดก่อน

  • การตรวจหาCirculating filarial antigen (CFA) เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการตรวจ ซึ่งมีเฉพาะเชื้อ Wuchereria bancrofti
ภาพแสดงตัวเชื้อจากการตรวจเลือด

การรักษา

การรักษามุ่งเน้นที่การป้องกันมิให้เชื้อติดต่อไปสู่บุคคลอื่นโดยการรับยาเพื่อลดปริมาณเชื้อพยาธิให้น้อยจนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่น การใช้ยารักษาอาจจะใช้ยาชนิดเดียวหรืออาจจะใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันก็ได้เท่าที่มีรายงานการใช้ยารักษามีดังนี้

  • ให้ยาปีละครั้งโดยอาจจะให้ยา 1 หรือสองชนิด(ivermectin(150-200 mg/kg PO as single dose; may repeat q2-3mo), diethylcarbamazine(DEC) and albendazole)ให้ยา DEC (6 mg/kg per day) เป็นเวลา 12 วันสำหรับเชื้อ bancroftian filariasis และให้ยาเป็นเวลา 6 วันสำหรับเชื้อ brugian filariasis. แต่ก็มีคำแนะนำให้ยาชุดเดียวกันปีละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำให้ยา DEC (ขนาด 6-8 mg/kg per day) เป็นเวลา 2 วันทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปี

  • สำหรับ Albendazole แนะนำให้ติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์

การดูแลส่วนที่บวม

  • ล้างส่วนที่บวมด้วยน้ำและสบู่วันละ 2 ครั้ง

  • ยกอวัยวะส่วนนั้นในเวลานอน

  • ให้ออกกำลังส่วนที่บวมเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

  • ตัดเล็บให้สั้น

  • สวมรองเท้า

  • หากมีแผลเล็กน้อยให้ทาด้วยยาปฏิชีวนะ

สำหรับผู้ที่มีนำเหลืองไหลก็ให้รับประทานอาหารที่มีน้ำมากและมีสารอาหารสูง

การป้องกัน

การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดและการรักษาผู้ที่ติดเชื้อ การป้องกันโดยการลดจำนวนยุงยุงจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อจะมีอายุนาน 4-6 ปีดังนั้นการควบคุมยุงต้องทำนานและต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี ปัจจุบันได้มีการใช้ยา 2 ชนิดมาใช้คือ  albendazole และ ivermectin หรือ diethylcarbamazine [DEC] โดยรับประทานวันละครั้ง

สำหรับการป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยการป้องกันยุงไม่ให้กัดโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น มุ้ง ยาทากันยุง และยังมีการศึกษาว่าหากใช้ยา DEC (6 mg/kg per day x 2 days each month)สามารถป้องกันการติดเชื้อ

  • ทำลายยุงและแหล่งลูกน้ำ

  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัน มุ้ง ยาทากันยุง

  • ให้รีบรักษาผู้ที่เป็นโรคนี
ทีี่มา : gotoknow.org/blog/biocontrol/tag/uncategorized?page=2

ไข้สมองอักเสบ

ไข้สมองอักเสบ หมายถึง อาการอักเสบของเนื้อสมองอย่าง
เฉียบพลัน และมักจะลุกลามถึง เยื่อหุ้มสมอง ส่วนใหญ่เกิดจาก
การติดเชื้อไวรัส เช่น เริม หัด สุกใส คางทูม เชื้อพิษสุนัขบ้า และเชื้อโปลิโอ เป็นต้น ส่วนในบ้านเรามีเชื้อไวรัสชื่อ
เจแพนีสบี ปกติอาศัยอยู่ในสัตว์ เช่น หมู ม้า แพะ หนู นก เป็นต้น ซึ่งจะ
ติดต่อโดยยุงรำคาญเป็นพาหะนำโรคมักพบมากในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่และ
ผู้สูงอายุ

  ผู้ป่วยไข้สมองอักเสบ จะมีอาการ ปวดศีรษะ ไข้สูง ชัก ความรู้สติเปลี่ยนแปลง ซึมลงจนหมดสติ ไข้สมองอักเสบ ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร และเกิดความพิการตามมา ดังนั้นการป้องกันที่ดี คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
ต่าง ๆ และโรคนี้สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้

ที่มา :
www.yanhee.co.th/yhh/th/gnr/gnr_gen_brain.asp
 

Windows Media Player