k o i's profile______koiz______PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Thanks for visiting!
Matchima Treenuchakornwrote:
ทำไมมันขึ้นไม่หมดเนี่ย
เซงเลย เห็นบนรถ 29 อ่ะ ใส่เสื้อสีขาวป่ะ อิอิ
Dec. 16
Matchima Treenuchakornwrote:
ก้อย
เหมือนเมื่อวานจะเห็นก้อยเลยอ่ะ
ไม่แน่
Dec. 16
..>>mA*mEaw<<..wrote:
ดีใจด้วยนะหนู...
ไม่ได้คุยกันนานเลย พี่ยุ่งๆๆอ่ะ
คิดถึงนะจ๊ะ
พี่มะเหมี่ยว
Oct. 15
nattavee pachaimagwrote:
ดีจายด้วยนะ
คิดถึงมึงนะก้อยเมื่อไรจะกลับมาซะที
เพื่อนกูสวยๆๆๆๆ
ใครไม่เลือกพวกเราอ่ะนะ...มันคิดผิดแล้ววววว
บายเจอกันนะแก
Sept. 25
Jacky Mangwrote:
ตรวจเช็คเรื่องของรูปภาพประกอบเนื้อหาในบล็อคหน่อยนะครับ
อ.แจ็ค
Aug. 25
|
______koiz______แอนแทรกแอนแทรกคืออะไร โรคแอนแทรกเป็นโรคที่พบมานานมักจะเกิดโรคในสัตว์ ไม่ค่อยเจอโรคในคน ประเทศไทยก็มีการระบาดเป็นระยะมักจะเกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ตายจากโรคแอนแทรกและปรุงไม่สุก แต่การพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพได้ทำกันมานาน 80 ปี ขณะนี้เชื่อว่าอย่างน้อย 17 ประเทศมีอาวุธนี้การจะพัฒนาเป็นอาวุธจะใช้ความรู้ชั้นสูงเกี่ยวกับทางชีวภาพ เคยมีหลักฐานถึงการแพร่เชื้อแอนแทรกและ botulism ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 8 ครั้งแต่ไม่สามารถทำให้เกิดโรค เคยเกิดการแพร่เชื้อแอนแทรกที่ประเทศ Sverdlovsk ในปี 1979 พบว่ามีการติดเชื้อ 79 รายเสียชีวิตไป 68 รายแสดงให้เห็นถึงอันตรายของเชื้อชนิดนี้ การแพร่spore ของแอนแทรกจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า spore สามารถเคลื่อนไปได้ไกลหลายกิโลเมตรและการอยู่ในบ้านก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้ และปัจจุบันก็ยังไม่มีเครื่องมือในการเตือนการระบาด เคยมีการประเมินว่าหากมีการแพร่เชื้อจำนวน 50 กิโลกรับในชุมชนที่มีคน 5 ล้านคนพบว่าจะมีคนเสียชีวิต 250,000 คน โดยที่จะเสียชีวิต 100,000 คนโดยที่ไม่ได้รับการรักษา การระบาด
เชื้อนี้มีชื่อเรียกว่า Bacillus anthracis เป็นเชื้อที่ใช้ oxygen ย้อมติดสีน้ำเงิน สามารถสร้างspore ไม่เคลื่อนไหว
เมื่อ spore เข้าสู่ร่างกายคนหรือสัตว์ที่มีอาหารเชื้อก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วการที่เชื้อจะก่อให้เกิดโรคในคนจะต้องประกอบด้วยปัจจัยสองประการคือ
การเกิดโรคในคน เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดโรคในคนได้ 3 รูปแบบ
การวินิจฉัย การวินิจฉัยจะค่อนข้างยากเนื่องจากไม่ใคร่ได้พบโรคนี้ ให้สงสัยในกรณีที่มีกลุ่มคนไข้ที่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่แล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็วในเวลา 24-48 ชั่วโมงเป็นจำนวนมาก การวินิจฉัยผู้ป่วยแอนแทรกทางระบบหายใจให้สงสัยในรายที่มีอาการดังกล่าวร่วมกับภาพถ่ายรังสีทรวงอกดังรูป การตรวจเสมหะมักจะไม่พบเชื้อ การตรวจทางโลหิตหากนำเลือดไปปั่นแล้วย้อมก็อาจจะพบเชื้อในเลือดจะทำให้วินิจฉัยได้เร็วยิ่งขึ้นและให้การรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น การเพาะเชื้อจากเลือดใช้เวลา 2-3 วันอาจจะไม่ทันการณ์ หากมีแผลที่ผิวหนังก็สามารถขูดที่ก้นแผลแล้วไปย้อมก็สามารถพบเชื้อได้เหมือนกัน
การรักษา
การป้องกันหลังสัมผัสโรค ยังไม่ได้กำหนอแนวทางชัดเจน การกำหนดต้องคำนึงถึง สถานที่ สภาพอากาศ จำนวนคนที่ติดเชื้อ หากพิจารณาแล้วว่าต้องให้ยาปฏิชีวนะก็พิจารณาให้ยากลุ่มดังกล่าวมาแล้วโดยต้องให้ยานาน 60 วัน การให้วัคซีน ได้มีการผลิตวัคซีนตั้งแต่ปี 1970 โดยใช้การฉีดทั้งหมด 6 เข็มโดยให้ 3 เข็มห่างกันเข็มละ 2 สัปดาห์หลังจากนั้นกระตุ้นที่ 6 12 และ 18 เดือนมีการทดลองในลิงพบว่าการฉีด 2 เข็มก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโดยฉีดห่างกันสองสัปดาห์ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐแนะนำให้ฉีดในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับขนสัตว์ ปสุสัตว์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการณ์ และช่วงที่มีการใช้แอนแทรกเป็นอาวุธสงครามโดยต้องร่วมกับการรับประทานยา การให้ยาในเด็ก หากมีการระบาดของเชื้อแอนแทรกแนะนำให้ใช้ยา Cprofloxacin เป็นยาชนิดแรกจนกระทั่งทราบผลการทดสอบว่าเชื้อไวต่อยา penicillinจึงพิจารณาเปลี่ยนเป็นยา penicillin ทั้งนี้เนื่องจากยา ciprofloxacin อาจจะก่อให้เกิดปัญหาโรคข้อในตอนโต ยาตัวที่สามคือ doxycyclin จะให้ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 9 ปีเนื่องจากหากให้ในอายุน้อยกว่านี้จะทำให้กระดูกไม่เจริญ การให้ยาในคนท้อง แนะนำให้ยา ciprofloxacin แก่คนท้อง ทันที่ที่ทราบผลการเจาะเชื้อว่าเชื้อไวต่อ penicillin ก็รีบเปลี่ยนเป็น penicillin เนื่องจากมีรายงานผลถึงผลเสียในการให้กับคนท้อง ยาตัวที่สามคือ doxycyclin ต้องให้ด้วยความระวังและต้องเจาะเลือดติดตามการทำงานของตับ การควบคุมการติดเชื้อ เชื้อนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วย ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือรับประทานยาป้องกัน นอกเสียจากว่าสงสัยว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันและกลัวว่าจะได้ spore ของเชื้อ เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตลง ต้องระวังการแพร่เชื้อจากศพ ต้องฝั่งหรือเผา การดองศพอาจจะเป็นแหล่งให้แพร่เชื้อ การทำลายเชื้อหรือ spore สามารถทำได้หลายวิธีคือ ต้มที่ 100 องศาเป็นเวลา 30 นาที หรือการเผา หรือการอบไอน้ำ steam sterilization การใช้สาร 0.05% hypochlorite solution (1 tbsp. bleach per gallon of water).ทำความสะอาด ที่มา : http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/anthrax/anthrax.htm โรคปากเท้าเปื่อยสาเหตุ
โรคปากเท้าเปื่อยเกิดจาการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Coxsackievirus โดยต้องประกอบด้วยผื่นที่ มือ เท้าและที่ปาก เริ่มต้นเป็นที่ปาก เหงือก เพดาน ลิ้น และลามมาที่มือ เท้า บริเวณที่พันผ้าอ้อมเช่นก้น ผื่นจะเป็นตุ่มน้ำใสมีแผลไม่มากอายุที่เริ่มเป็นคือ 2 สัปดาห์จนถึง 3 ปีผื่นจะหายใน 5-7 วัน อาการ
ระยะฝักตัว หมายถึงระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการใช้เวลาประมาณ 4-6 วัน การวินิจฉัย โดยการตรวจร่างกายพบผื่นบริเวณดังกล่าว การรักษา ไม่มีการรักษาเฉพาะโดยมากรักษาตามอาการ
โรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ coxsackievirus A16 ซึ่งหายเองใน 1 สัปดาห์ แต่หากเกิดจากเชื้อ enterovirus 71 โรคจะเป็นรุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อน
การป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย ควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้กาฬหลังแอ่นโรคไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร
โรคไข้กาฬหลังแอ่นคือเป็นโรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงโรคนี้ี่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria meningitidis เชื้อตัวนี้แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มแต่กลุ่มที่ทำให้เกิดโรคได้บ่อยคือชนิด groups B and C เชื้อนี้สามารถตรวจพบในคอของคนปกติร้อยละ 20โดยที่ไม่เกิดโรคหรืออาการ แต่มีผู้ป่วยบางท่านที่เชื้อนี้เข้ากระแสเลือดและทำให้เกิดโรค โดยมากเป็นกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและช่วงอายุ 15-24 ปี เป็นโรคที่พบไม่บ่อยแต่อันตรายถึงชีวิตอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 5-10 แม้ว่าจะให้การรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม การติดเชื้อมีได้ 2 ลักษณะคือ
นอกจากเยื่อหุ้มสมองแล้ว เชื้อนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคที่ ข้อ ปอดบวม การติดต่อ มีการสัมผัสกับผู้ป่วยทาง
เชื้อนี้จะติดต่อทางน้ำลายหรือเสมหะโดยการสูบบุหรี่ร่วมกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน จูบปากกัน หรือผายปอดช่วยชีวิต ระยะฝักตัวของโรค
ระยะติดต่อ
อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น
อาการที่พบในเด็ก
อาการที่พบในเด็กวัยรุ่น
อาการของชนิดโลหิตเป็นพิษ
โดยสรุปอาการประกอบด้วย ไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง ผื่นตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ซึมลง ผื่นจะมีลักษณะ เป็นจุดแดง หรือดำคล้ำ บางที่เป็นตุ้มน้ำซึ่งมีเชื้ออยู่ภายในเนื่องจากโรคดำเนินเร็วมาก หากมีอาการดังกล่าวตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน การตรวจร่างกาย
การวินิจฉัย
ภาวะแทรกซ้อน
การรักษา ในรายที่สงสัยควรรีบให้การรักษาโดยเร็วไม่ควรรอจนเกิดผื่น ยาที่ใช้คือ penicilli
การป้องกัน การให้ยาป้องกันการติดเชื้อควรจะให้กับคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากผู้ป่วยเท่านั้น ยาที่ใช้ในการป้องกันได้แก่
การให้ยาป้องกันการติดต่อควรจะให้ในกลุ่มบุคคลใด
ใครที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น คือ
พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดโรคคือ การสูบบุหรี่มวนเดียวกัน การดื่มแก้วเดียวกัน หรือการจูบปากกัน ทบทวนเมื่อ 25 กย 2548 ที่มา : http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/menincoccal_disease.htm โรคเอดส์อดส์
โรคติดเชื้อ HIV,AIDS
ประเทศไทยมีการติดเชื้อ HIV เป็นจำนวนมากแม้ว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรก็ยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการสมควรที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงโรคและการป้องกัน หากท่านมีผลเลือดบวกแสดงว่าท่านได้รับเชื้อ HIV จากการร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน หรืออาจจะเกิดจากการฉีดยาเสพติด HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร เชื้อ Human Immunodeficiency Virus(hiv)
เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแบ่งตัวอย่างมากและมีการเกิดโรคที่อวัยวะต่างๆ
เช่นสมอง หัวใจ
ไตและที่สำคัญคือจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ระบบภูมิคุ้มกันนี้จะทำหน้าที่สร้างถูมิเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและมะเร็งบางชนิด
ในการสร้างภูมิจะต้องอาศัยเซลล์หลายชนิดที่สำคัญได้แก่เซลล์
CD4+ lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อ
HIV ชอบ เมื่อเซลล์ CD4+ lymphocytes ถูกทำลายโดยเชื้อมากจะทำให้ภูมิของร่างกายอ่อนแอ
ดังนั้นปัญหาที่สำคัญของคนติดเชื้อ
HIV
คือปัญหาของโรคที่เกิดจาดภูมิที่อ่อนแอลงเช่นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
opportunistic
HIV disease คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อHIV และยังไม่เกิดอาการจากเชื้อฉวยโอกาสและมีจำนวนเซลล์ CD4+ lymphocytes มากกว่า 200 cells/mm3(ปกติมากกว่า 100 cell/mm)โดยทั่วไปไม่มีอาการเป็นเวลา 5-10 ปีแม้ว่าจะไม่มีอาการเชื้อก็แบ่งตัวและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเมื่อภูมิถูกทำลายมากจนกระทั่งเกิดโรคที่เกิดจากภูมิบกพร่อง Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคเอดส์ คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV และโรคได้ลุกลามจนภูมิคุ้นกันบกพร่อง และอาจจะทำให้เกิดโรคฉวยโอกาสและมะเร็ง ตามองค์การควบคุมโรคติดเชื้อของอเมริกาหมายถึง
AIDS ทำลายร่างกายอย่างไร
อาการของโรคติดเชื้อ HIV อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งอาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้
ท่านที่ติดเชื้อ HIV จะมีสุขภาพดีจะต้องทำอย่างไร ท่านที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีสุขภาพดีได้โดยจะต้องปฏิบัติตัวโดยเคร่งคัดดังนี้
การดำเนินของโรค HIV ผู้ป่วยบางคนที่ได้รับเชื้อ HIV และดำเนินไปสู่โรค AIDS เร็ว บางคนก็ดำเนินช้า ผู้ป่วยที่ดำเนินช้า(A slow progress)อาจจะเนื่องจากพันธุกรรม หรือได้รับเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงน้อยซึ่งภูมิของร่างกายสามารถคุมเชื้อได้ และการปฏิบัติตัวที่ดี ส่วนผู้ที่การดำเนินของเชื้อเร็วอาจจะเนื่องจากได้รับสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมาก เชื้อมีการแบ่งตัวมาก อายุมาก ติดยาเสพติด ติดสุรา การรักษา ตั้งแต่ได้รับเชื้อHIV จนกระทั่งเป็นAIDS ผุ้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่เชื้อกำลังทำลายร่างกายอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมียารักษาโรคหรือป้องกันการไปสู่โรค AIDS หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จะไม่ยอมเจาะเลือดเพราะกลัวเจอเชื้อซึ่งยังไม่มีการรักษาแต่ปัจจุบันได้ค้นพบยาหลายชนิดซึ่งสามารถลดการแย่งตัวของเชื้อทำให้ป้องกันโรค AIDS ได้ หากว่ารู้ว่าติดเชื้อ HIV ตั้งแต่เริ่มแรกการให้ยาป้องกันโรค AIDS จะได้ผลดี การติดต่อของเชื้อ HIV เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้หลายทางดังต่อไปนี้
กิจกรรมที่ไม่ติดต่อ หลายท่านที่มีเพื่อนหรือญาติเป็นโรค AIDS กังวลจะติดเชื้อจากผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจนำไปสู่การซึมเศร้าท่านไม่สามารถติดเชื้อจาก อากาศ อาหาร น้ำ ยุงหรือแมลงกัด ห้องน้ำ ช้อนซ่อม ท่านสามารถช่วยผู้ป่วยใส่เสื้อผ้า ช่วยป้อนอาหารอาบน้ำโดยที่ไม่ติดเชื้อ กิจกรรมที่ดำเนินตามปกติมักจะไม่ติดต่อเช่น
ความสำคัญของการวินิจฉัย หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ไม่กล้าเจาะเลือดเพราะเข้าใจผิดว่าไม่สามารถรักษาหรือป้องกันได้ หากท่านรอจนกระทั้งเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจึงรู้ว่าเป็นโรค aids โอกาสที่จะรักษาและป้องกันก็จะน้อยลง ดังนั้นท่านที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ HIV เช่นใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น มีเพศสัมพันธ์กับคู่ขาหลายคนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน รักร่วมเพศ จะต้องรีบตรวจหาเชื้อ หากผลเลือดให้ผลบวกจะได้รับยาที่ชลอการเกิดโรคAIDS และยาที่ลดการติดเชื้อฉวยโอกาสหากท่านไม่เจาะรอจนกระทั้งเป็น AIDS ภูมิของท่านรวมทั้งอวัยวะภายในจะถูกทำลาย โรคติดเชื้อ HIV และระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus (HIV) เข้ากระแสเลือดเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน การทำลายภูมิอาจจะเร็วต่างกันในแต่ละคน บางคนทำลายเร็วไม่กี่ปีก็เป็นโรคเอดส์ แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้
ใครควรที่จะต้องเจาะเลือดหาเชื้อHIV
คนท้องกับโรคAIDS คนท้องทุกคนควรได้รับการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากผลเลือดบวกก็ควรจะได้รับยา antiretrovirals เพื่อป้องกันเชื้อถ่ายจากแม่ไปลูก และไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง การตรวจหาการติดเชื้อ เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิของโรค
ไข้ไทฟอยด์ / Typhoid feverไข้ไทฟอยด์คืออะไร ไข้ไทฟอยดท์เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Salmonella Typhi เชื้อนี้จะอยู่ในน้ำและอาหาร หากการสาธารณะสุขดีการระบาดของเชื้อนี้จะลดลง คนรับเชื้อนี้ได้อย่างไร คนจะรับเชื้อนี้จากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค คนที่เป็นโรคจะขับถ่ายเชื้ออกทางอุจาระ เชื้อนี้อาจจะปนเปื้อนในน้ำตามธรรมชาติ หรืออาจจะปนเปื้อนอาหาร ผู้ป่วยบางคนจะมีเชื้อในร่างกายที่เรียก carrier ซึ่งสามารถขับเชื้อออกสิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีอาการเมื่อคนได้รับเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม โดยทางกระแสเลือด อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร หลังจากได้รับเชื้อนี้1-2 สัปดาห์ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดตามตัว มีไข้สูง 40.5 องศา มีอาการท้องร่วง บางรายอาจจะมีผื่นขึ้นตามตัว บางรายอาจจะมีอาการแน่นท้อง หากไม่รักษาผู้ป่วยบางรายหายเองได้ใน 3-4 สัปดาห์ การวินิจฉัย สามารถเพาะเชื้อจากเลือดในสัปดาห์แรก การวินิจฉัยอย่างอื่นไม่บ่งจำเพาะ การรักษา ก่อนที่จะมียาปฏิชีวนะอัตราการตายประมาณร้อยละ 10 แต่หลังจากมียาปฏิชีวนะอัตราการตายลดลงผู้ป่วยอาจจะตายจากปอดบวม ลำไส้ทะลุ ถ้าผู้ป่วยเพลียมากก็ให้น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ โรคแทรกซ้อน
การป้องกัน
ข้อมูลจากกองควบคุมโรคติดต่อ ไข้ทัยฟอยด์ และไข้พาราทัยฟอยด์ (Typhoid fever and Paratyphoid fever) ลักษณะโรค : เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียทั่วร่างกายโดยมีอาการไข้ลอย ปวดศีรษะอ่อนเพลียเบื่ออาหารไอแห้งๆพบอาการท้องผูกในผู้ใหญ่มากกว่าท้องร่วงอาการแสดงได้แก่หัวใจเต้นช้าม้ามโตมีผื่นดอกกุหลาบ (rose spots)นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองพบการติดเชื้ออย่างอ่อนๆหรือการติดเชื้อแบบ atypical ได้บ่อย ในผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์แผลในลำไส้เล็ก(ulcerationofPeyer’s patches) ทำให้เกิดเลือดออกในลำไส้ หรือลำไส้ทะลุได้(พบได้ประมาณ1 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วย)โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามีอาการไข้ไม่มีเหงื่อ และประสาทเฉื่อยชา อาจจะสูญเสียความรู้สึกของการได้ยินบ้างเล็กน้อยและอาจมีการอักเสบของต่อมพาโรติด (parotid gland)อัตราป่วยตายตามปกติ 10 เปอร์เซ็นต์อาจจะลดเหลือต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพทันท่วงทีการกลับเป็นโรคใหม่พบประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาและในกลุ่มที่ได้รับยาต้านจุลชีพจะยิ่งพบได้สูงขึ้นถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ส่วนที่มีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปรากฎอาการนั้น พบได้ในพื้นที่ที่เกิดโรคเป็นประจำ ไข้พาราทัยฟอยด์มีอาการคล้ายคลึงกันเพียงแต่อาการไม่รุนแรงเท่าทัยฟอยด์และมีอัตราป่วยตายต่ำกว่ามากการกลับเป็นโรคใหม่อาจพบได้ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยถ้าเมื่อใดไม่ใช่เป็นการติดเชื้อซัลโมเนลล่าทั่วร่างกาย อาการที่แสดงจะมีเพียงกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเท่านั้น เชื้อสาเหตุสามารถแยกได้จากเลือดปัสสาวะและอุจจาระหลังจากสัปดาห์แรกผ่านไปในคนไข้ที่ได้กินยาปฏิชีวนะไปแล้วยังพอจะแยกเชื้อได้จากไขกระดูกผลการตรวจantibodyด้วยวิธีagglutinationในระหว่างสัปดาห์ที่สอง ใน pair sera ของผู้ป่วยพบว่าครั้งหลังสูงกว่าครั้งแรกเกินกว่า4 เท่าขึ้นไปซึ่งจะพบได้น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมาก่อนแต่การตรวจสอบนี้มีขีดจำกัดด้านความไวจึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยมากนัก
ไข้ทัยฟอยด์เกิดจากเชื้อ Salmonella typhiที่เป็นแบคทีเรียชนิดแท่งสามารถแยกออกได้เป็น 106 types โดยวิธี phage typingซึ่งมีประโยชน์ต่อการศึกษาระบาดวิทยาของโรค ไข้พาราทัยฟอยด์เกิดจากเชื้อ3serotypesดังนี้(1) SalmonellaparatyphiA, (2) S. paratyphi B (S. schottm?lleri)และ(3) S. paratyphi C (S. hirschfeldii)และสามารถแยกเป็น phage types ต่าง ๆ ได้อีก การเกิดโรค : พบได้ทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกานั้น พบผู้ป่วยไข้ทัยฟอยด์ได้ประปรายด้วยจำนวนที่ใกล้เคียงกันโดยน้อยกว่า 500 รายต่อปี มาเป็นเวลาหลายปี(เมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ.1950ที่มี ผู้ป่วยถึง 2,484 ราย) เนื่องมาจากการปรับปรุงทางด้านสุขาภิบาล ทำให้โรคนี้ถูกกำจัดออกไปจากพื้นที่ในหลาย ๆ แห่งดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นผู้ป่วยที่นำเข้ามาจากพื้นที่ที่พบโรคเป็นประจำ มีรายงานพบหลายสายพันธุ์ที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด (multi-resistant) เกิดขึ้นในทวีปเอเซีย ตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา ไข้พาราทัยฟอยด์ พบเกิดขึ้นประปรายหรือเกิดระบาดในวงจำกัด บางทีอาจจะมีผู้ป่วยมากกว่าที่พบในรายงานก็ได้ ในการจำแนกเชื้อพาราทัยฟอยด์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดานั้นพบได้บ้างนานๆ ครั้งและที่พบได้บ่อย คือ paratyphoid B ส่วน A พบได้น้อยกว่า สำหรับC นั้น พบได้น้อยมาก แหล่งรังโรค : คนเป็นแหล่งโรคของไข้ทัยฟอยด์และไข้พาราทัยฟอยด์ พบน้อยมากที่สัตว์เลี้ยงเป็นแหล่งโรคของพาราทัยฟอยด์ผู้สัมผัสโรคในครอบครัวอาจเป็นพาหะชั่วคราวได้ส่วนใหญ่ของโลก พบว่ามีพาหะที่ปล่อยเชื้อทางอุจจาระได้มากกว่าพาหะที่ปล่อยเชื้อทางปัสสาวะการเป็นพาหะอาจเป็นได้หลังจากมีอาการป่วยแบบเฉียบพลัน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลยก็ได้ ระยะที่คงสภาพของพาหะอยู่ได้นาน (Chroniccarrier)พบได้บ่อย ๆ ในผู้ป่วยวัยกลางคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงคนที่เป็นพาหะมักเป็นผู้มีพยาธิสภาพของถุงน้ำดีในรายที่เป็นพาหะที่ปล่อยเชื้อทางปัสสาวะได้นานพบในการติดเชื้อSchistosomahaematobiumในคราวที่เกิดการระบาดของไข้พาราทัยฟอยด์ในอังกฤษพบเชื้อ S. paratyphi B ออกมากับน้ำนม และอุจจาระของวัว วิธีการแพร่เชื้อ : จากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระและปัสสาวะของผู้ป่วยและคนที่เป็นพาหะในบางพื้นที่ของโลกนี้ พบพาหะที่สำคัญ ได้แก่หอยปูกุ้งที่จับได้จากบริเวณแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนน้ำเสียจากท่อระบายผลไม้สดหรือผักสดที่ใช้ปุ๋ยอุจจาระรด หรือนมและผลิตภัณฑ์นมที่มีการปนเปื้อน(โดยทั่วไปจะปนเปื้อนเชื้อโรคมาจากมือของคนที่เป็นพาหะ)ตลอดจนผู้ป่วยที่ไม่ถูกค้นพบแมลงวันอาจทำให้อาหารอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคแล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนถึงขนาดที่ทำให้เกิดโรคได้ ระยะฟักตัว : ขึ้นอยู่กับจำนวนของเชื้อที่ได้รับ ตามปกติมีช่วงอยู่ระหว่าง 1-3 สัปดาห์แต่สำหรับไข้พาราทัยฟอยด์ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ใช้เวลา 1-10 วัน ระยะติดต่อของโรค : พบเชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเชื้อออกมากับสิ่งขับถ่ายตามปกติตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึงฟื้นไข้ หลังจากนั้นก็แตกต่างกันไป (ตามปกติ 1-2 สัปดาห์สำหรับไข้พาราทัยฟอยด์)ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของคนไข้ทัยฟอยด์ที่ไม่ได้รับการรักษาจะปล่อยเชื้อแบคทีเรียเป็นเวลา 3 เดือน หลังจากที่มีอาการ และ 2-5 เปอร์เซ็นต์ ที่กลายเป็นพาหะถาวรในบางคนที่ได้รับเชื้อพาราทัยฟอยด์อาจกลับกลายเป็นพาหะที่ถุงน้ำดีได้ตลอดไป ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : คนทั่วไปมีความไวต่อเชื้อนี้ และจะรับเชื้อได้ง่ายในคนที่ไม่มีกรดในกระเพาะอาหาร (gastric achlorhydria) ภูมิต้านทานที่ค่อนข้างเฉพาะเกิดขึ้นหลังจากที่มีอาการของโรคหรือการติดเชื้อแบบไม่ปรากฎอาการหรือภายหลังได้รับการฉีดวัคซีนแต่ไม่เพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ในกรณีที่กินเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากในพื้นที่ที่มีโรคเป็นประจำพบว่า ไข้ทัยฟอยด์มักจะเป็นกับเด็กก่อนวัยเรียนเรียนและเด็กวัยเรียน วิธีการควบคุมโรค ก. มาตรการป้องกัน
ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม
ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด
ง. สัญญาณภัยที่ควรระวัง : การแพร่เชื้อไข้ทัยฟอยด์อาจเกิดขึ้นในที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดหาน้ำการกำจัดสิ่งปฏิกูลและการสุขาภิบาลอาหารและน้ำซึ่งอาจเนื่องมาจากมีผู้ป่วยหรือพาหะในกลุ่มคนที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายการใช้ความพยายามในการปรับปรุงแหล่งน้ำดื่มและการกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ปลอดภัยจะมีประโยชน์มากกว่าการให้วัคซีนทัยฟอยด์แก่ชุมชน จ. มาตรการควบคุมโรคระหว่างประเทศ
ไข้ทรพิษ / ฝีดาษโรคฝีดาษ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจาก poxvirus มีลักษณะเฉพาะคือมี vesicle และ papule ขึ้นตามผิวหนัง ทั่วร่างกายและมีอาการทั่วไปที่รุนแรง สาเหตุ เป็นไวรัส DNA กลุ่ม poxvirus ซึ่งมีขนาดใหญ่มากคือ 200 x 300 mu รูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ (brick shaped or rectangular shaped) ไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษมี 2 ชนิดคือ - Variola major ทำให้เกิด classical smallpox ซึ่งมีอาการรุนแรงและมีอัตราการตายสูง (ประมาณ 5 - 40%) - Variola minor ซึ่งทำให้เกิด alastrim ซึ่งอาการไม่รุนแรงเท่าพวกแรก มีอัตราการตายต่ำ (<1%) เชื้อไวรัสนี้สามารถเจริญได้ดีใน chorio-allantoic membrane ของตัวอ่อนของไก่ ลักษณะของ pox ที่เกิดขึ้นจะเป็นตุ่มเล็กๆเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1-2 มม. สีขาว นูน ผิวเรียบ ไม่แตก เป็นแผล และไม่มีอาการอักเสบและรอยเลือดออกที่เมมเบรนนั้น สามารถใช้ลักษณะนี้แยกจาก pox ระหว่าง variola และ cowpox ได้ เชื้อค่อนข้างทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเชื้อสามารถอยู่ในสะเก็ดที่แห้ง ที่อุณหภูมิ ห้องได้นานนับปี สามารถอยู่ได้บนแผ่นสไลด์ได้นานเป็นเดือน ในที่สว่าง สามารถอยู่บนผ้า สำลีแห้งได้นาน เชื้อไม่ทนต่อความชื้น เชื้อถูกฆ่าได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสนาน 10 นาที(moist heat) ถ้าไม่มีความ ชื้นต้องใช้ที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 5-10 นาที เชื้อสามารถถูกทำลายโดยกรดแรงภายใน 1 ชม. และถูก ทำลายโดยใช้ 50% อัลกอฮอล์ และโดย 0.01% Potussium permanganate ใน 1 ชม. เชื้อไวรัสนี้มีแอนติเจนหลายชนิด เช่น heat labile soluble antigen ใช้แบ่งกลุ่มของ poxvirus และ viral antigen ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด neutralizing antibody เป็นต้น โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดไป ระบาดวิทยา เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง แต่การติดต่อก็ไม่ง่ายเหมือนเช่นในโรคหัด หรือไข้หวัดใหญ่ มักจะต้องมีการสัมผัส ใกล้ชิด (closs contact) และผู้ที่ติดโรคก็เพราะหายใจเอาเชื้อเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเชื้อมักจะอาศัยใน สะเก็ดแผลหรือที่ตกอยู่ตามที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วัน ก่อนมีผื่น จนถึงระยะที่สะเก็ดหลุดออกไปแล้ว ระยะแรกผู้ป่วยนี้สามารถแพร่เชื้อโดยทางสิ่งขับทางนาโสฟาริงก์และพอมาในระยะที่มีผื่นแล้วก็จะแพร่เชื้อ ทางผื่น ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเชื้อสามารถคงทนในที่แห้งได้นาน ดังนั้นเชื้อสามารถคงอยู่ตามสะเก็ดแผลได้ นาน มีผู้ได้ทำการศึกษาจำนวนของไวรัสในสะเก็ด พบว่าจำนวนของมันไม่ลดลงตามระยะเวลาที่เนิ่นนานออก ไป และไม่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคและการปลูกฝีเลย โรคเป็นได้กับคนทุกอายุและทุกเพศ มักเกิดในที่ๆประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เพราะการติดต่อต้องการอาศัยการสัมผัสอย่างใกล้ชิด และหายใจ เอาเชื้อเข้าไป ( ในประเทศแถบอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน เป็นบริเวณที่มีอากาศแห้ง ร้อน ความชื้นต่ำ เป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการมีชีวิตอยู่ได้นานของไวรัส ทำให้มีอัตราการระบาดสูง) ตามรายงานขององค์การอนามัยโรค ปีพ.ศ. 2518 โรคยังมีการระบาดอย่างกว้างขวางใน 4 ประเทศ คือ อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน เอธิโอเปีย หรือประปรายในเนปาล แต่ในเดือนมกราคม พศ. 2519 มีการกล่าว ว่ายังคงเหลือมีการระบาดในเอธิโอเปียเพียงแห่งเดียว ในประเทศไทย มีการระบาดมาตั้งแต่ครั้งโบราณ มีการระบาดใหญ่ในปี พศ. 2488-2489 เนื่องจากมีผู้ป่วย จากพม่าเข้ามาแพร่เชื้อ และยังเป็นช่วงระยะเวลาสงคราม ขาดแคลนการป้องกันดูแล บันทึกการระบาดครั้งสุดท้ายมีในเดือนสิงหาคม พศ. 2504 เชื้อมาจากรัฐเชียงตุงของพม่า มีผู้ป่วย 33 คน ตาย 5 คน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่พบมีการระบาดอีกเลย พยาธิกำเนิดและพยาธิวิทยา เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจ เริ่มแรกจะเข้าสู่เยื่อบุผิวของหลอดลมเล็กและส่วนอื่นๆของทางเดินหายใจช่วงบน เชื้อจะแบ่งตัวที่นี่ระยะหนึ่ง แล้วจึงเข้าสู่กระแสโลหิต (viremia) แล้วเชื้อจึงแพร่กระจายไปยังระบบเรติคิวโลเอ็นโดธีเลี่ยม เชื้ออาจแบ่ง ตัวที่นี่อีกแล้วจึงแพร่กระจายไปในกระแสโลหิตอีกเป็นครั้งที่สอง(ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนแบ่งตัว เสร็จในระบบเรติคิวโลเอ็นโดธีเลี่ยม จะตรงกับระยะฟักตัวของโรค) หลังจากนี้ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการทางคลีนิคเป็นอาการนำ เชื้อจะอยู่ในกระแสโลหิตไม่นาน แล้วจะเข้าไป สู่ผิวหนังและเยื่อบุผิว (mucous membrane) แล้วจึงเกิดพยาธิสภาพขึ้นที่ - ผิวหนัง เยื่อบุชั้นในของหลอดเลือดจะบวม เซลในชั้นกลางของ epidermis จะบวม และมี intracytoplasmid inclusion ข้างในเรียกว่า Guarnieri bodies ซึ่งมีลักษณะทรงกลม ขนาด ประมาณ 2-4 ไมครอน จะพบอยู่ใกล้นิวเครียสของเซล ในที่สุดเซลที่บวมนี้จะแตกออก ทำให้เกิดเป็นตุ่มใส (vesicle) ขึ้นในส่วนกลางของชั้น epidermis ต่อมาเซลที่อยู่ชั้นลึกต่อไปจะถูกทำลายและพยาธิสภาพ จะแผ่ไปถึงชั้น corium พยาธิสภาพจะหายไปโดยไม่มีแผลเป็น นอกจากที่ใบหน้าเข้าใจว่าเนื่องจากมีการทำลายของต่อมไขมันซึ่งมีมากที่บริเวณใบหน้า และมีการติดเชื้อ แบคทีเรียอักเสบซ้ำเติม - เยื่อบุผิว ในปากและลำคอและทางเดินหายใจช่วงบน จะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผิวหนัง แต่เนื่องจาก บริเวณเหล่านี้ไม่มีชั้น spinosum เหมือนที่ผิวหนัง จึงไม่มีการเกิดเป็นตุ่ม vesicle ขึ้น - อวัยวะอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับที่ผิวหนัง ทางเดินอาหารช่วงบนมีการทำลายเยื่อบุผิว ม้ามโต และมีเลือดคั่ง ตับโต endothelial cell ที่บุ sinusoid บวมและมีเลือดคั่ง ในฝีดาษชนิดเลือดออก อวัยวะของส่วนต่างๆจะมีเลือดออกเช่น ที่ไต หัวใจ ปอด ม้าม เหมือนที่ผิวหนัง แต่ที่ตับจะพบน้อย อาจพบเลือดออกไดที่กระเพาะอาหารและลำไส้ด้วยก็ได้ ลักษณะทางคลีนิค ระยะฟักตัวค่อนข้างคงที่ จากการเริ่มติดเชื้อจนถึงมีอาการนำจะกินเวลาประมาณ 12 วัน และถึงเริ่มมีผื่นขึ้น 14 วัน แต่ก็อาจเร็วถึง 9 วัน หรืออาจนานถึง 21 วันได้มนรายที่เคยได้รับการปลูกฝี หรือเป็นโรคแบบเชื้อ ชนิดอ่อน Variola major (Classicle smallpox) อาการนำ เริ่มด้วยอาการปวดศีรษะ สะท้าน ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อแขนขา ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว สูงได้ ถึง 41 -41.5 องศาเซลเซียส ในเด็กอาจมีอาเจียน ชักและหมดสติ ผู้ป่วยประมาณ 10% จะเริ่มมี prodromal rash เกิดขึ้นใน 2 วันแรกของโรค ผื่นนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะมักขึ้นตามขาอ่อนบางรายขึ้นที่แขน บางรายอาจแยกยากจากผื่นของหัด และหัดเยอรมัน ผื่นจะเริ่มหายไปในราววันที่ 3-4 ระยะออกผื่น ราวประมาณวันที่ 3 หลังการมีไข้ ผื่นที่แท้จริงของฝีดาษจะเริ่มปรากฏขึ้น โดยจะเริ่มเป็นที่ หน้าก่อน แล้วไปที่แขน หลังและขา ผื่นมักเป็นมากที่บริเวณผิวหนังตึง เช่นที่ข้อมือ โหนกแก้ม สะบัก ผื่นจะ ขึ้นเต็มที่ภายในเวลาประมาณ 2 วัน ไข้จะเริ่มลดลงในวันที่ 2-3 หลังผื่นขึ้น และอาการต่างๆก็จะเริ่มดีขึ้น ลักษณะของผื่น จะเริ่มเป็น macule ขนากเล็กเท่ากับหัวเข็มหมุด และโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่สองจะ กลายไปเป็น papule และวันที่สามจะกลายเป็น vesicle ขนาด 1/2 นิ้ว น้ำใน vesicle จะใส ในราว วันที่ห้า น้ำใน vesicle จะเริ่มขุ่น การเปลี่ยนแปลงของผื่นจะเป็นไปอย่างพร้อมๆกันทั่วทั้งตัว ในราววันที่ แปดผื่นจะเริ่มแห้งโดยเริ่มที่หน้าก่อน และส่วนกลางของpustule จะยุบก่อน ผื่นจะกลายเป็นสะเก็ด (scab) ทั่วตัวในราววันที่ 12-13 และจะเริ่มหลุดลอกออก ผิวหนังบริเวณที่ตกสะเก็ดจะเป็นสีชมพูในระยะแรก แล้ว หายไปโดยไม่เหลือแผลเป็น นอกจากบริเวญที่ใบหน้า ลักษณะอย่างหนึ่งของ vesicle ของฝีดาษก็คือ vesicle จะบุ่มตรงกลาง และเมื่อกดจะไม่ยุบจนแฟบหมด เพราะเป็น loculation จากการที่โรคไม่ได้ทำลายผิวหนังของเซลหมด ผื่นอาจมารวมกัยเป็นปื้นโต ในรายเช่นนี้มักมีอาการบวมด้วย โดยเฉพาะที่หน้า ริมฝีปาก เป็นต้น ในระยะที่ผื่นกลายไปเป็น pustule ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้อีก ถ้าผื่นมากไข้อาจสูงมาก Variola minor (Alastrin) อาการไม่รุนแรงและมีอัตราการตายต่ำกว่า 1% มีระยะฟักตัว อาการนำและลักษณะทางคลีนิค ที่แยกไม่ได้ จาก variola major แบบที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง การแยกจะใช้วิธีดูการระบาดวิทยาในพื้นที่ๆ มีการระบาด มีลักษณะทางคลีนิคเหมือนกันแต่ไม่มีรายใดที่มีอาการรุนแรง Modified smallpox หมายถึงฝีดาษที่เกิดในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกฝีมาแล้ว และมี partial immunity ต่อเชื้อโรค ผู้ป่วยเหล่านี้ มักมีอาการนำเหมือนกันกับโรคฝีดาษแบบ classicle smallpox ผู้ป่วยบางรายไม่มีผื่นขึ้น บางรายจะ มีผื่นขึ้นไม่มากและมักจะเปลี่ยนจากระยะ macule ไปเป็น pustule เร็ว ผู้ป่วยเหล่านี้มักเป็นปัญหาใน ด้านการตรวจวินิจฉัยและผลตามมาก็คือ เป็นกลุ่มผู้แพร่เชื้อที่อันตรายมาก ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเกิด โรคฝีดาษชนิดรุนแรงขึ้นได้ การวินิจฉัยโรค 1. ลักษณะทางคลีนิคและระบาดวิทยา ในรายที่มีอาการตรงตามแบบ 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในระยะแรกจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด PMN จะต่ำ และในระยะ pustule จำนวนเม็โลือดขาวจะเริ่มสูงขึ้น ในฝีดาษชนิดมีเลือดออก (hemorrhagic smallpox จะพบเกล็ดเลือด ต่ำ เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยต์มีลักษณะผิดปกติ (atypical lymphocyte) 3. การวินิจฉัยทางไวรัสวิทยา 3.1 จากการเพาะเชื้อจากเลือดใน 2 วันแรก โดยเพาะลงบน chorioallantoic membrane ของ ตัวอ่อนของไก่ 3.2 ระยะผื่นขึ้น ในระยะ papular ถึง vesicular ขูดจากพยาธิสภาพแล้วย้อมด้วยวิธี Gispen ดูด้วย กล้องจุลทรรศน์อีเลคตรอน จะพบไวรัสรูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ ติดสีน้ำตาลดำ น่ำจาก vbesicle สามารถนำไปทดสอบแอนติเจน และเพาะหาเชื้อได้ 3.3 ระยะฟักฟื้น เจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับแอนติบอดีย์ได้ การรักษา 1. การรักษาเฉพาะโรค ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาโรคได้ 2. การรักษาแบบประคับประคองและการรักษาตามอาการ สำคัญมากเช่น - การให้ผู้ป่วยนอนในที่นอนที่สะอาด และทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ - แก้ไขภาวะการขาดน้ำและอีเลคโทรไลต์ และให้อาหารอย่างพียงพอ - ระวังเรื่องพยาธิสภาพในตาและปาก โดยพยายามทำความสะอาดบ่อยๆ - ไม่ควรอาบน้ำหรือใช้ยาใดๆทาเคลือบผิวหนัง - ให้ยา)ฏิชีวนะที่ถูกต้องและเพียงพอ - คอร์ติโคสเตียรอยด์ ไม่ช่วยในการรักษาดรค แม้ในรายมรารุนแรงและถึงตาย การป้องกัน 1. การปลูกฝี (vaccination) ยังต้องกระทำอยู่ในบริเวณที่ยังมีการระบาด (Endemic area) และในผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย หรือพนักงานห้องปฏิบัติการชันสูตร วิธีการปลูกฝี - multiple pressure method หยอดหนองฝีลงบนผิวหนังที่แขน แล้วใช้เข็มแทงเกือบขนานกับผิวหนัง ให้ลึกลงไปถึงชั้นชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า แทงเข็มประมาณ 2-3 ครั้งจนผิวหนังแดง แต่อย่าให้ เลือดออก เนื่องจากความแดงของผิวหนังเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เข็ฒได้แทงถึงชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า การมีเลือดออกนั้นอาจทำให้การปลูกฝีไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะแอนติบอดีย์ในเลือดอาจมาทำปฏิกริยา ต่อต้านเชื้อที่ฉีดเข้าไป - scratch mathod เปลี่ยนจากการใช้เข็มแทง มาเป็นการใช้เข็มขูดบริเวณผิวหนังให้ถลอก แทน 2. ชนิดของการเกิดปฏิกริยาหลังการปลูกฝี - Primary reaction เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อนเลย บริเวณที่ปลุกฝีจะเรียบร้อยดี จนวันที่ 3-5 จะเริ่มมี papule สีแดงและคัน ซึ่ง 24 ชั่วโมงต่อมาจะกลายเป็น vesicle ล้อมรอบด้วยผิวหนังสีแดง ต่อมา vesicle จะโต ขึ้นโดยผิวหนังรอบๆจะแดงและนูนขึ้น โดยจะเป็นมากที่สุดในช่วง 9-10 จะมีการเจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมาตุ่มจะค่อยๆฝ่อลง ยุบเป็นสะเก็ดซึ่งจะหลุดออกมาในราว วันที่ 21 - Accelerated reaction เกิดขึ้นในคนที่พอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง ลักษณะจะเหมือนกลุ่มแรก แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะเกิดในราวปลายสัปดาฆ์แรก - Immediate reaction เกิดในคนที่มีภูมิคุ้มกัน โดยหลังปลูกฝีประมาณ 2-3 วัน จะเกิด papule คันๆ ขึ้น อาจมี vesicle เกิดบน ตุ่มนั้น ผู้ที่ไม่เคยได้รับการปลูกฝีมาก่อนจะมีปฏิกริยาในแบบที่หนึ่ง ผู้ที่ได้รับการปลูกฝีซ้ำจะมีปฏิกริยาเกิดขึ้นได้ทั้ง 3 แบบ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันเต็มที่ (มักไม่เกิน 2 ปีหลังปลูกฝีครั้งแรก)มักเป็นแบบที่ 3 แบบที่ 2 และ 1 พบในผู้ป่วยที่มี partial immunity ส่วนแบบที่ 3 อาจเกิดจากวิธีปลูกฝีที่ผิดพลาด หรือ หนองฝีที่ใช้เสื่อมคุณภาพ ที่มา : www.thailabonline.com/smallpox.htm โรคไต การป้องกันและการรักษาโรคไต การป้องกันและการรักษา ไต ไตมี 2 ข้าง อยู่บริเวณด้านหลัง ใต้ชายโครง บริเวณบั้นเอว มีรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง ยาวประมาณ 12เซนติเมตร ไตทำหน้าที่อะไร ? 1 กำจัดของเสีย 1 กำจัดของเสีย ได้แก่ ยูเรีย ครีเอดินิน ตัวอย่างฮอร์โมนที่สร้างจากไต ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต อาการแสดงเมื่อเป็นโรคไต 1. หนังตา ใบหน้า เท้า ขา และลำตัวบวม อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม ไตเริ่มเสื่อม ไตวายเรื้อรัง อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม
ไตวายเฉียบพลัน ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเป็นวัน หรือสับดาห์ มักมีอาการมากกว่าแบบเรื้อรัง อัตราการเสียชีวิตสูง ถ้าพ้นอันตราย ไตมักจะเป็นปกติได้ โรคไตวายเรื้อรัง เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้ไตค่อย ๆ ฝ่อเล็กลง แม้อาการจะสงบ แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อม และ สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไต เข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีสาเหตุจาก สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ มักทำให้เกิดโรคกับไตทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน
- ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ
ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน
อย่างไรก็ดี การเกิดโรคไตจากเบาหวาน มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจากสาเหตุอื่นซึ่งก็คือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคไต 1. ตรวดปัสสาวะ เพื่อหาโปรตีนทุกปี การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นโรคไต ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง ข้อเขียนโดย ศจ.พญ.ลีนา องอาจยุทธ สาขาวิชาวักกะวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นายกสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย ที่มา : www.yourhealthyguide.com/article/ak-kidney-6.html โรค botulismBotulism โรค Botulism เป็นโรคที่เกิดจาก toxin ของเชื้อ Clostridium botulinum นอกจากนั้นอาจจะเกิดจากเชื้อClostridium butyricum และ Clostridium baratii. เชื้อพวกนี้เป็นเชื้อที่พบในดินเป็นเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจน หมายถึงว่าเมื่อเชื้อสัมผ้สออกซิเจนเชื้อจะตาย toxin จากเชื้อนี้มีความรุนแรงมาก ปริมาณ toxin เพียง 1 กรัมก็สามารถฆ่าคนได้เป็นล้านคน การจำแนกโรค Botulism โรค Botulism จะจำแนกโรคโดยวิธีการเกิดโรคแบ่งเป็น
Toxin ที่เกิดจากเชื้อโรคนี้มีกี่ชนิด Toxin ที่เกิดเชื้อนี้มีทั้งหมอ 7 ชนิดคือ A,B,C,D,E,F,G,H Toxin ชนิด A,B,D เป็นชนิดที่เกิดโรคในคน ชนิด C,D เป็นชนิดที่เกิดโรคในสัตว์ เช่นนกและปลา กลไกการเกิดโรค เชื้อ Clostridium botulinum พบได้ในดิน น้ำสะอาด น้ำทะเล ฝุ่นบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร เมื่อร่างกายได้รับ Toxin ไม่ว่าทางอาหาร แผลหรือทางการหายใจ Toxin จะไปจับกับปลายประสาทอย่างถาวรซึ่งหมายความว่าปลายประสาทนั้นจะไม่ทำงานทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างถาวร อ่านที่นี่ การดำเนินของโรค
การวินิจฉัย ประวัติ
ลักษณที่สำคัญของโรคนี้ Food born Botulism อาการที่สำคัญอ่านที่นี่
Infantile botulism
Wound botulism
การตรวจทางห้องปฎิบัติการ หลักการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่สำคัญได้แก่
Food born Botulism
Infantile botulism
Wound botulism
การรักษา การดูแลทั่วไป
การรักษาโดยการให้ Antitoxin
โรคเท้าช้างโรคเท้าช้าง elephantiasis โรคเท้าช้างหรือที่เรียกว่า Lymphatic Filariasis หรือ elephantiasis พบมากในเขตร้อนและชิดเขตร้อน(subtropic)ได้แก่ อินเดีย พม่า มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อัฟริกาสำหรับประเทศไทยพบได้แถบภาคใต้ ชายแดนใกล้พม่า ทั่วโลกมีคนที่ติดเชื้อประมาณ 120 ล้านคน และมีความพิการประมาณ 40 ล้านคน พบว่าผู้ป่วยประมาณ1ใน3อยู่ในประเทศอินเดีย อีก1ใน3อยู่ในอัฟริกา ที่เหลืออยู่ในเอเชีย โรคนี้เกิดจาดพยาธิตัวกลมที่พบบ่อยคือเชื้อ Wuchereria bancrofti และ Brugia malayi ซึ่งอาศัยอยู่ในคนเท่านั้น เชื้อจะเข้าท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนได้ 4-6 ปีและออกลูกออกหลานเป็นล้านตัวเข้ากระแสเลือด ยุงกัดคนที่เป็นและรับเชื้อไป เมื่อไปกัดคนอื่นจะปล่อยเชื้อสู่คนอื่น อาการที่สำคัญคือมีอาการบวมของอวัยวะที่พบได้บ่อยคือ ขา แขน อวัยวะเพศ วงจรชีวิตของพยาธิ
ยุงที่เป็นพาหะของโรคมีได้หลายชนิดได้แก่ Culex (C. annulirostris, C. bitaeniorhynchus, C. quinquefasciatus, and C. pipiens); Anopheles (A. arabinensis, A. bancroftii, A. farauti, A. funestus, A. gambiae, A. koliensis, A. melas, A. merus, A. punctulatus and A. wellcomei); Aedes (A. aegypti, A. aquasalis, A. bellator, A. cooki, A. darlingi, A. kochi, A. polynesiensis, A. pseudoscutellaris, A. rotumae, A. scapularis, and A. vigilax); Mansonia (M. pseudotitillans, M. uniformis); Coquillettidia (C. juxtamansonia) ระหว่างที่ยุงดูดเลือด ยุงจะปล่อยพยาธิระยะติดต่อคือระยะที่3เข้าสู่ผิวหนังของคน เชื้อพยาธิจะไชจากแผล กลไกการเกิดโรค พยาธิสภาพเกิดจากการที่เชื้อทำลายระบบไหลเวียนของท่อน้ำเหลือง ร่วมกับปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน และโรคแทรกซ้อน เช่นการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย เมื่อตรวจด้วย ultrasonography พบว่ามีการโป่งพองของท่อน้ำเหลืองอย่างมากมายรอบตัวแก่กลไกที่สำคัญคือ
อาการของโรค อาการของโรคแบ่งได้เป็น อาการเฉียบพลัน อาการโรคเรื้อรัง และไม่มีอาการ อาการเฉียบพลัน ผู้ป่วยมีไข้ เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง (lymphangitis และ lymphadenitis) โดยมากตรวจพบเชื้อในท่อน้ำเหลืองหรือต่อมน้ำเหลืองของอวัยวะต่างๆที่สำคัญได้แก่ บริเวณขา ช่องท้องด้านหลัง ท่อนำเชื้ออสุจิ(spermatic cord) แหล่งพักน้ำเชื้อ(epididymis) และเต้านม เป็นต้น โดยเฉพาะที่ท่อนำเชื้ออสุจิพบตัวอ่อนพยาธิบ่อยและมากที่สุดโดยเฉพาะชนิด W.bancrofti ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการลมพิษ (urticaria) ร่วมด้วย ตรวจเลือดพบ eosinophils สูงพร้อมกับพบตัวอ่อน (microfilariae) ผิวหนังตรงตำแหน่งที่หลอดน้ำเหลืองอุดตันเหล่านั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ เกิดบวมแข็ง ผื่นแดง หลอดน้ำเหลืองจะโป่งมีน้ำเหลืองคั่งอยู่ คลำได้เป็นก้อนขรุขระ
อาการโรคเรื้อรัง มักจะมีอาการบวมโดยเกิดจากเชื้อ Wuchereria bancrofti ตำแหน่งที่เชื้อพยาธิตัวแก่ชอบอาศัยคือบริเวณอัณฑะทำให้เกิดถุงน้ำในท่อนำเชื้ออสุจิ และหากเป็นมากจะเกิดอาการบวมของอัณฑะ ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลืองโต คลำดูแข็งเหมือนยาง ส่วนมากเกิด hydrocoele และ elephantiasis (โรคเท้าช้าง) เนื่องจากตัวแก่ของพยาธิตาย ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง เป็นผลทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำเหลืองต่างๆ เช่น ถ้าเกิดบริเวณกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดปัสสาวะปนน้ำเหลือง (chyluria) หรืออุดตันบริเวณช่องท้องทำให้เกิดน้ำในช่องท้อง ชนิด chyloperitoneum และตามแขนขาทำให้เกิด elephantiasis ในรายที่เกิด elephantiasis พบว่าร้อยละ 95 จะเป็นที่ขากับอวัยวะเพศ บริเวณที่พบน้อยรองลงไป ได้แก่ที่แขนและเต้านม สำหรับชนิด Brugia malayi ทำให้เกิดโรคเท้าช้างของ ขา เป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดที่แขนร่วมด้วยบ้าง ไม่พบเป็นที่อวัยวะเพศและเต้านม ซึ่งผิดจากชนิด Wuchereria bancrofti พบได้หลายแห่ง ส่วนมากพบเป็นแถวอวัยวะเพศ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้างมักตรวจพบตัวพยาธิในเลือดน้อยหรือไม่พบเลย นอกจากนี้ยังพบว่า ชนิด Brugia malayi พบในเด็กเล็กได้บ่อยกว่า ชนิด Wuchereria bancrofti นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบอาการของตุ่มแดงที่ใต้ผิวหนัง ตุ่มนี้จะปวดเจ็บ เนื่องจากมีพยาธิที่ตายฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
ไม่มีอาการ กลุ่มที่ไม่มีอาการจะแบ่งออกเป็น 2 พวกได้แก่
การวินิจฉัย การตรวจด้วย X-Ray ธรรมดาไม่ช่วยในการวินิจฉัย นอกจากจะเป็นโรค tropical eosinophilia ซึ่งจะพบรอยโรคในปอด การตรวจด้วย Ultrasound อาจจะพบว่าเชื้อตัวแก่กำลังว่ายในน้ำเหลืองน้ำ
การรักษา การรักษามุ่งเน้นที่การป้องกันมิให้เชื้อติดต่อไปสู่บุคคลอื่นโดยการรับยาเพื่อลดปริมาณเชื้อพยาธิให้น้อยจนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่น การใช้ยารักษาอาจจะใช้ยาชนิดเดียวหรืออาจจะใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันก็ได้เท่าที่มีรายงานการใช้ยารักษามีดังนี้
การดูแลส่วนที่บวม
สำหรับผู้ที่มีนำเหลืองไหลก็ให้รับประทานอาหารที่มีน้ำมากและมีสารอาหารสูง การป้องกัน การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดและการรักษาผู้ที่ติดเชื้อ การป้องกันโดยการลดจำนวนยุงยุงจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อจะมีอายุนาน 4-6 ปีดังนั้นการควบคุมยุงต้องทำนานและต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี ปัจจุบันได้มีการใช้ยา 2 ชนิดมาใช้คือ albendazole และ ivermectin หรือ diethylcarbamazine [DEC] โดยรับประทานวันละครั้ง สำหรับการป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยการป้องกันยุงไม่ให้กัดโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น มุ้ง ยาทากันยุง และยังมีการศึกษาว่าหากใช้ยา DEC (6 mg/kg per day x 2 days each month)สามารถป้องกันการติดเชื้อ
ไข้สมองอักเสบ
ที่มา : www.yanhee.co.th/yhh/th/gnr/gnr_gen_brain.asp |
|||||||||||||||||||||||||
|
|